Currently browsing: web design

เทคนิคการเตรียมงานพิมพ์ รายงานประจำปีแบบมืออาชีพ

เทคนิคการเตรียมงานพิมพ์ รายงานประจำปีแบบมืออาชีพ

เทคนิคการเตรียมงานพิมพ์  Annual Report รายงานประจำปี Annual Report หรือรายงานประจำปี เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สารสนเทศ ที่ใช้เผยแพร่ รายงานผลการดำเนินงานขององค์กร ที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบปีบัญชี ให้กับผู้ถือหุ้น และนักลงทุน ให้เกิดความน่าสนใจ และความน่าเชื่อถือ ต่อองค์กรของเรามากยิ่งขึ้น โดยรูปลักษณ์ของ Annual Report ที่ดูดี ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าขององค์กร ให้ดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ ซึ่งขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ Annual Report มีภาพลักษณ์ที่ดี ตามต้องการได้นั้น ก็คืองานพิมพ์ Annual Report ที่มีคุณภาพนั่นเอง บทความนี้ กราฟิกบุพเฟ่ต์ ก็เลยจะมาบอกเทคนิค ในการเตรียมงานพิมพ์ Annual Report ก่อนที่จะนำมาจัดพิมพ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้องค์กร ได้อย่างดีที่สุด ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ กำหนดวัตถุประสงค์ของ Annual Report   เราต้องรู้ก่อนนะคะว่า นโยบายในการทำ Annual Report ขององค์กรเรานั้นต้องการแบบไหน เช่น ต้องการความเรียบง่าย ประหยัด หรือต้องการความโดดเด่น ดึงดูดความสนใจต่อผู้พบเห็น เพื่อที่เราจะได้เลือกคุณภาพ และประเภทของงานพิมพ์ ได้ตรงกับความต้องการ ซึ่ง Annual Report ที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม น่าสนใจ ตรงกับความต้องการขององค์กร ก็จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือขององค์กรได้เป็นอย่างดีค่ะ การเตรียมไฟล์ Annual Report   ซึ่งก่อนนำมาพิมพ์เราก็ควรจะเซฟไฟล์ให้เป็น ไฟล์ PDF ค่ะ และเพื่อไม่ให้งานพิมพ์ เกิดความผิดพลาด ก่อนที่เราจะเซฟไฟล์ ก็จะต้องตรวจสอบความถูกต้อง โดยมีการพิสูจน์อักษร จัดเรียงหน้าตรวจสอบสีที่ใช้ ตรวจบรู๊ฟ แล้วทำการฝังรูปแบบ ฝังฟอนต์เพื่อป้องกันอักษรเพี้ยน กันก่อนนะคะ เพราะเมื่อเราส่งไฟล์ไปยังโรงพิมพ์แล้ว ทางโรงพิมพ์จะถือว่า เป็นไฟล์ที่พร้อมสำหรับในการพิมพ์แล้วนั้นเองค่ะ กำหนดรูปแบบ ขนาด และจำนวนที่ต้องการพิมพ์ ในการพิมพ์ Annual Report   เราจะต้องกำหนดรูปแบบต่างๆ ในการพิมพ์ ให้ตรงกับความต้องการขององค์กร ที่ได้รับการออกแบบไว้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ขนาด จำนวน และคุณภาพของงานพิมพ์ โดยรูปแบบของ Annual Report ก็มักจะนิยม ใช้รูปเล่มขนาด A4 การพิมพ์ก็อาจจะใช้เพียงสีเดียว หรือหลายสีก็ได้ตามต้องการค่ะ ปกรายงาน และเนื้อในต้องการแบบไหน แบบกระดาษปอนด์ 80 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตมัน/ด้านขนาด 90 แกรมขึ้นไป กระดาษอาร์ตการ์ด 190 แกรมขึ้นไป กระดาษถนอมสายตา อาจจะใช้กระดาษแฟนซี หรือหากต้องการความเรียบง่าย และประหยัด ก็สามารถใช้กระดาษเนื้อเดียวกับเนื้อในของรายงานประจำปีก็ได้ค่ะ คุณภาพของงานพิมพ์  หรือความสวยงามในการพิมพ์ Annual Report นี้เราต้องการแบบไหน ซึ่งคุณภาพของงานพิมพ์ที่นิยมก็จะมี แบบพิมพ์สีเดียว พิมพ์ขาว-ดำ พิมพ์ 4 สี เป็นการพิมพ์แบบ Digital Printing หรือใช้ระบบพิมพ์ การพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ท พิมพ์ 4 สี CMYK หรือมากกว่า ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะพิมพ์ 2 หน้า หรือพิมพ์หน้าเดียว อาจมีการตกแต่งปกเพิ่มเติม เช่น ใส่พื้นผิวตามความต้องการ หรือต้องการเคลือบปก ด้วย UV เคลือบด้วยพลาสติกเงา เคลือบด้วยพลาสติกด้าน และเคลือบ Spot UV ใส่ปั๊มนูน ปั๊มทอง หรือฟิล์ม ใส่ฟรอยด์สีต่าง ๆ โดยกระดาษปก ควรจะใช้กระดาษอาร์ตที่มีความหนา ไม่ต่ำกว่า 128 แกรมขึ้นไป การเข้าเล่มรายงาน  เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆเลยล่ะค่ะ ซึ่งคุณภาพของงานพิมพ์ จะดูดีได้ก็ขึ้นอยู่กับการเข้าเล่มเช่นกัน โดยการเข้าเล่มที่นิยมก็คือ การเข้าเล่มแบบไสกาว จะเหมาะกับจำนวนหน้า 30-150 หน้า หรือมีความหนาของสัน เริ่มต้นตั้งแต่ 0.5  มม. โดยความหนาของกระดาษ ที่จะนำมาเข้าเล่มปีกผีเสื้อ ต้องมีขนาดตั้งแต่ 70-160 แกรม หรือหาก Annual Report มีจำนวนหน้ามากกว่า 150 ก็ควรจะเข้าเล่มแบบเย็บถี่ไสกาว โดยจะต้องจัดชุดแบบมุงหลังคาเย็บด้วยด้าย ก่อนนำมาไสกาว และหากมีจำนวนหน้าที่หาร 4 ลงตัว ไม่เกิน 60 หน้า ก็ควรจะเข้าเล่มแบบมุงหลังคาค่ะ นอกจากข้อมูลของรายงานประจำปีจะต้องครบถ้วนและสมบูรณ์แบบแล้ว รูปเล่มก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกันค่ะ หากใครที่กำลังมองหาบริษัทฯที่รับพิมพ์ รายงานประจำปีที่เข้าใจในเนื้องานเป็นอย่างดี บริการรวดเร็วแบบมืออาชีพ กันอยู่ล่ะก็ลองปรึกษาเราดุได้ค่ะ เรายินดีที่จะให้คำบริการและเสนอราคาด้วยราคามิตรภาพ

Read more

การใช้ Facebook Messenger ให้เกิดผลตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ

การใช้ Facebook Messenger ให้เกิดผลตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ

การใช้ Facebook Messenger ให้เกิดผลตอบรับที่ดีต่อธุรกิจ  รู้หรือไม่ว่า Facebook Messenger นั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเปิดแฟนเพจหรือบัญชีเฟซบุ๊คเพื่อใช้ในการทำธุรกิจ หรือการทำการตลาด เพราะในฐานะเจ้าของแบรนด์ คุณสามารถที่จะใช้ ข้อความ หรือ Facebook Messenger เพื่อที่จะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ได้ให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือรวมไปถึงตอบคำถามที่ลูกค้าต้องการ ถือว่าเป็นตัวช่วยในการเพิ่มยอดขายและขยายรากฐานที่มั่นคงของการทำธุรกิจ ว่าแล้วเราไปดูวิธีการจัดการ Messenger และการรับส่งข้อความแฟนเพจ ที่จะทำให้คุณเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เกิดผลตอบรับที่ดีและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางกันเถอะ   พร้อมตอบข้อความอยู่เสมอ สำหรับการทำธุรกิจโดยเฉพาะผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊ค นั้นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การตอบรับที่รวดเร็วในทันที ดังนั้นคุณจะต้องพร้อมตอบข้อความอยู่เสมอ รวมไปถึงเปิดใช้งานการรับส่งข้อความเมื่อคุณพร้อมเท่านั้น ในหลายๆครั้งที่ลูกค้ามักจะหันไปหาทางเลือกที่อื่น เนื่องจากต้องการการตอบรับที่รวดเร็วและทันใจ   การตอบกลับอัตโนมัติ ควรเปิดใช้งานการตอบกลับแบบทันใจ เพื่อที่จะส่งข้อความตอบกลับไปยังลูกค้าได้แบบอัตโนมัติให้กับทุกๆ คนที่ส่งข้อความผ่านทางแฟนเพจของคุณ ซึ่งคุณสามารถที่จะเลือกใช้คุณสมบัติข้อนี้มาเพื่อเป็นการทักทาย สวัสดีลูกค้าพร้อมขอบคุณที่พวกเขาได้ติดต่อเข้ามา เป็นเสมือนวิธีการรับแขก ที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจและเห็นถึงความพร้อมของคุณ แม้ตอนที่คุณไม่สามารถตอบกลับได้ก็ตาม และปัจจุบันมีการตั้งค่าในการตอบกลับหลายอย่าง ซึ่งอาจจะช่วยให้คุรทำงานง่ายขึ้น เช่นการนำเสนอสินค้า หรือแนะนำสินค้าที่น่าสนใจเมื่อลูกค้าทักมาทาง  Inbox   ข้อความทักทายที่น่าประทับใจ เลือกกำหนดข้อความทักทายสำหรับแฟนเพจ เพื่อใช้งานใน Messenger ซึ่งคุณสามารถที่จะกำหนดได้เองตามต้องการ เพื่อที่จะแสดงเมื่อมีคนเข้ามาปิดแฟนเพจหรือเริ่มต้นบทสนทนากับแฟนเพจของคุณเป็นครั้งแรก โดยข้อความทักทายในแฟนเพจจะส่งให้กักลุ่มเป้าหมายก่อนที่จะส่งข้อความใดๆหรือมีการให้คำแนะนำหรือรายละเอียดใดๆ   เวลาในการตอบกลับ ลูกค้าทุกคนล้วนคาดหวังที่จะได้รับการตอบกลับจากเพจของคุณอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงรู้ระยะเวลาที่แน่ชัด ซึ่งจะมีการสังเกตเวลาในการตอบกลับที่จะปรากฏอยู่ในส่วนของเกี่ยวกับหน้าเพจของคุณ ซึ่งผู้ดูแลเพจหรือเจ้าของเพจสามารถที่จะเลือกได้ว่าคุณจะตอบกลับภายใน “ไม่กี่ชั่วโมง” “ตอบกลับไวมาก” “ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง” และ “ภายในหนึ่งวัน” การที่คุณแสดงเวลาในการตอบกลับไว้จะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าคุณจะติดต่อกลับมาและไม่เลือกที่จะติดต่อยังเพจหรือธุรกิจอื่นๆ ซึ่งคุณเองก็ย่อมทราบดีว่าธุรกิจออนไลน์นั้นมีคู่แข่งมากมายที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันทีหรือโดยเร็วที่สุด   ใส่ใจในการตอบกลับข้อความ นอกจากการกำหนดการตอบกลับข้อความทันใจหรือแบบอัตโนมัติแล้ว คุณควรที่จะให้ความสำคัญในการตอบกลับแบบส่วนตัวสำหรับคำถามหรือข้อมูลที่ต้องการความละเอียดอ่อน เพื่อให้คุณสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างละเอียด ครบถ้วน พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นการเลือกแอดมินที่ต้องทำการตอบข้อความ Inbox นั้นก็มีส่วนสำคัญ หากเจ้าของแบรนด์ไม่ได้เป้นคนตอบเองก็ควรจะมีการอบรม แอดมินเกี่ยวกับสินค้า และข้อมูต่างๆ เพื่อทำให้ไม่เสียโอกาสในการขายสินค้า และสร้างความประทับใจอีกด้วย   และนี่ก็เป็นข้อควรรู้ในการตอบกลับและจัดการข้อความ ทาง Facebook Messenger ภายในแฟนเพจ ที่จะทำให้ลูกค้าเห็นถึงความกระตือรือร้น ความพร้อมและมีกลุ่มลูกค้าที่ส่งข้อความมาทาง  Inbox ให้คุณอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการตอบกลับข้อความเพจจะเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและดูยุ่งยากไปบ้าง แต่นี่คือพื้นฐานและสิ่งสำคัญที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและคุณภาพของแบรนด์ให้เพิ่มสูงขึ้น

Read more

บรรจุภัณฑ์ชั้นใน มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างไรในการออกแบบ

บรรจุภัณฑ์ชั้นในมีความสำคัญอย่างไรในการออกแบบ

บรรจุภัณฑ์ชั้นใน มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างไรในการออกแบบ  บรรจุภัณฑ์ชั้นใน(Inner Package) มีส่วนสำคัญในการดึงดูดใจผู้พบเห็น ให้เข้ามาดู หยิบ และตัดสินใจซื้อสินค้าในที่สุด เราจึงเน้นการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ชั้นนี้ ให้มีรูปร่าง รูปทรง สีสัน และมีลวดลายที่โดดเด่น สวยงาม ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ค่ะ และนอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ชั้นในจะป้องกัน ไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในได้รับอันตราย และยังช่วยอำนวยความสะดวก ในการขนส่งอีกด้วย   บรรจุภัณฑ์ชั้นในเป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นที่ 2 ซึ่งจะอยู่ถัดจากบรรจุภัณฑ์ชั้นแรก หรือบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย ไม่ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์โดยตรง โดยจะเป็นส่วนที่ห่อหุ้ม บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยไว้ ซึ่งความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ชั้นในนี้ มันถูกออกแบบขึ้นมา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย และผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใน ไม่ให้ได้รับอันตราย ทั้งจากอุณหภูมิ แสงแดด อากาศ น้ำ ความชื้น และการกระทบกระเทือน  แถมยังต้องคำนึงถึงการขนส่ง ที่ต้องช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่ง สามารถขนส่งได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายระหว่างการขนส่ง   หลายคนอาจจะยังสงสัยกันอยู่ ใช่ไหมคะว่า แล้วบรรจุภัณฑ์ชั้นในมีอะไรบ้าง ส่วนไหนที่เรียกว่า บรรจุภัณฑ์ชั้นในและมันมีรูปร่าง หน้าตา อย่างไร grafic buffet ก็จะขอยกตัวอย่างมา อธิบายให้เพื่อนๆ ได้ทำความเข้าใจกันมากขึ้นนะคะ ใครอยากรู้แล้ว ก็ตามมาเลยคร้า ความหมายของบรรจุภัณฑ์ชั้นใน ก็อย่างที่อธิบายในข้างต้นไปแล้วนะคะ ว่า บรรจุภัณฑ์ชั้นในนี้ เป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นที่ 2 ซึ่งอยู่ถัดจากบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย  หรือห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย  ไว้นั่นเอง ดังนั้นบรรจุภัณฑ์นี้ มันจึงเป็นทั้งส่วนที่คอยปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้ได้รับความเสียหาย และยังเป็นส่วนที่ต้องถูกออกแบบ ให้สวยงาม โดดเด่นดึงดูดผู้คนให้มาสนใจ และยังต้องช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของเราได้อีกด้วย โดยบรรจุภัณฑ์ชั้นใน ได้แก่   กล่องบรรจุครีม  เครื่องสำอางต่าง ๆจะเห็นได้ว่า บรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วย ก็จะเป็นหลอดครีม ขวดเซรั่ม หรือตลับบรรจุเครื่องสำอางต่างๆ ส่วนบรรจุภัณฑ์ชั้นในก็คือ กล่องกระดาษที่นำมาห่อหุ้ม บรรจุภัณฑ์อักชั้นนั่นเองค่ะ กล่องบรรจุอาหารเสริม โดยบรรจุภัณฑ์ชั้นในนี้ จะบรรจุซองอาหารเสริมไว้อยู่ภายใน อาจจะ 6 ซอง 10 ซอง หรือ 12 ซอง เป็นต้น บรรจุภัณฑ์ถุงข้าวนี้ บรรจุภัณฑ์ชั้นในจะออกแบบเป็นถุงกระดาษ ที่ห่อหุ้มข้าวสาร ซึ่งห่อหุ้มด้วยพลาสติกซีลอีกชั้น   บรรจุภัณฑ์ชั้นในเป็นกล่องแซนวิช ที่ภายในบรรจุแซนวิช ที่หุ้มด้วยพลาสติก ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์เฉพาะหน่วยนั่นเอง สำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ชั้นในนี้ เราจะใช้หลัก ในการออกแบบ ดังนี้ค่ะ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใน ซึ่งเราจะต้องคำนึงถึง วัสดุที่เรานำมาใช้ทำบรรจุภัณฑ์ในชั้นนี้ค่ะ โดยวัสดุนั้นจะต้องไม่ทำปฏิกิริยาต่อผลิตภัณฑ์ ที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และผู้บริโภค สามารถป้องกันสิ่งต่างๆจากภายนอกไม่ให้ซึมเข้าสู่ ภายในบรรจุภัณฑ์ได้ และรูปร่าง หรือรูปทรงของบรรจุภัณฑ์นี้ ก็จะต้องมีความเหมาะสม ไม่บิดเบี้ยว แตกหัก เสียรูปทรงได้ง่าย ในระหว่าง การขนส่ง และการใช้งาน ต้องมีความสวยงาม โดดเด่นน่าดึงดูดใจ เพราะสินค้าของเรา จะขายได้หรือไม่นั้น บรรจุภัณฑ์ชั้นใน ก็จะต้องดึงดูดใจผู้พบเห็น ให้มาสนใจในสินค้าของเรา และบรรจุภัณฑ์ที่สวย ดูหรูหรา มีสไตล์ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของเราอีกด้วยค่ะ โดยในการออกแบบนั้น เราจะต้องสื่อความหมายของสินค้า ให้โดนใจ เข้าใจในผลิตภัณฑ์ และแสดงถึงภาพพจน์ เช่น วิธีใช้ ส่วนประกอบ และเครื่องหมายการค้า ของผลิตภัณฑ์   เป็นยังไงบ้างค่ะ เพื่อนๆคงจะพอเข้าใจกันแล้วนะคะว่า บรรจุภัณฑ์ชั้นใน คืออะไร มีความสำภัณฑ์ต่อผลิตภัณฑ์ของเรายังไง  และเรามีหลักในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้อย่างไรบ้าง ประเภทของบรรจุภัณฑ์นั้นยังมีอีกมากมาย และหลากหลายประเภท ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับ หลักเกณฑ์ในการแบ่งนั่นเองค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ คงจะได้ใช้เป็นแนวทาง ในการศึกษา และออกแบบบรรจุภัณฑ์ ในครั้งต่อไปกันนะคะ                

Read more

รวมสกุลไฟล์ ที่ใช้ในการออกแบบ และการนำไปใช้ให้เหมาะสม

บทความ 1532x794px1 รวมสกุลไฟล์ ที่ใช้ในการออกแบบ และการนำไปใช้ให้เหมาะสม

รวมสกุลไฟล์ ที่ใช้ในการออกแบบและการนำไปใช้ให้เหมาะสม งานออกแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบโลโก้ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบฉลาก ออกแบบแบนเนอร์ ออกแบบโบรชัวร์ ออกแบบโปสเตอร์ ออกแบบปฏิทิน ออกแบบนามบัตร  หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ งานออกแบบเหล่านี้ ล้วนแต่ต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการช่วยทำงานค่ะ ดังนั้นนักออกแบบจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องรูปแบบของตัวงาน เช่น การนำไปใช้ ขนาดของพื้นที่ที่ลูกค้าจะนำงานออกแบบไปใช้ จึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่า ไฟล์งานที่ใช้ส่งให้ลูกค้าหรือส่งร้านนั้นควรจะเป็นไฟล์อะไร วันนี้เราก็ได้รวบรวมไฟล์สกุลต่าง ๆ ที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ในงานออกแบบมาฝากกันค่ะ ว่าไฟล์ไหนเหมาะกับงานประเภทใดบ้าง       ไฟล์ .Ai สำหรับไฟล์ .Ai หรือไฟล์งานประเภท vector  เป็นไฟล์ที่ได้จากโปรแกรม Illustrator ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแล้ว เราจะสามารถปรับแต่งชิ้นงานได้ จะยืดหด หรือจะขยายในขนาดที่กว้างใหญ่แค่ไหนก็สามารถทำได้ โดยที่คุณภาพของไฟล์จะยังคงเดิมค่ะ พวกงานออกแบบโลโก้  ออกแบบบรรจุภัณฑ์ สามารถใช้ไฟล์นี้ได้สบาย ๆ ค่ะ  นอกจากนี้ไฟล์ .Ai ยังสามารถใช้ส่งให้กับทางโรงพิมพ์หรือร้านทำป้ายต่าง ๆ ได้ทันทีอีกด้วย ไฟล์ .PSD ไฟล์ .PSD นั้นจะเป็นไฟล์ที่เซฟได้โดยตรงจากโปรแกรม Photoshop ข้อดีของไฟล์นี้ก็คือ เมื่อเปิดขึ้นมาแล้ว เราจะสามารถดูงานแต่ละชิ้นผ่านการแยก Layer ได้ทันที ถ้าหากต้องมีการแก้ไข เราก็สามารถเข้าไปเลือกแก้ไขจาก Layer นั้น ๆ ได้เลย แต่มีข้อเสียก็คือ เราจะต้องกำหนดขนาดของตัวงานให้ถูกต้อง เพราะถ้ามีการปรับแก้ขนาดให้ใหญ่ขึ้นจากเดิม ภาพอาจจะแตกได้ค่ะ อีกทั้งไฟล์ .PSD เมื่อเซฟแล้วจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้เปลืองพื้นที่ไปบ้าง ไฟล์นี้เหมาะสำหรับงานออกแบบทั่วไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบโลโก้  ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และสามารถส่งโรงพิมพ์ได้ทันทีกับไฟล์ .Ai ไฟล์ .JPG เป็นไฟล์รูปภาพที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี ไฟล์ .JPG นั้นเป็นไฟล์ที่เราสามารถนำไปใช้งานในเว็บไซต์ หรืองานพิมพ์พวกเอกสารต่าง ๆ ได้ แต่ไฟล์ชนิดนี้มีข้อจำกัดก็คือ ไม่สามารถขยายขนาดให้ใหญ่กว่าขนาดจริงได้ เพราะไฟล์ภาพจะแตก ยิ่งถ้าขยายขนาดใหญ่เกินมาตรฐานด้วยแล้ว แทบจะดูไม่ออกกันเลยทีเดียวค่ะ แต่ไฟล์นี้มีข้อดีก็คือมีขนาดไฟล์ที่เล็กนั่นเองค่ะ ไฟล์นี้สามารถใช้ออกแบบโลโก้ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยทำเป็นตัวอย่างที่ต้องการนำเสนอให้ลูกค้าดูก่อนที่จะดำเนินการทำจริง ๆ นั่นเองค่ะ ไฟล์ .PNG เป็นอีกไฟล์รูปภาพอีกสกุลหนึ่งคล้ายกับไฟล์ JPG แต่ไฟล์ตระกูล PNG จะมีพื้นหลังที่โปร่งใส ไฟล์ชนิดนี้จึงเหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการเน้นแค่ตัวโลโก้ จึงมักจะใช้กับงานออกแบบโลโก้ เป็นส่วนมากนั่นเองค่ะ ไฟล์ .EPS สำหรับไฟล์ .EPS นี้ เป็นไฟล์ที่สะดวกและง่ายที่สุดในการส่งงานให้โรงพิมพ์หรือร้านทำป้ายต่าง ๆ เพราะว่าเมื่อเราทำการออกแบบด้วยโปรแกรม Illustrator แล้วเลือกเซฟเป็นไฟล์ .ESP เราก็จะสามารถเซฟทุกอย่างที่ใช้ภายในงานให้อยู่ในไฟล์นี้ไฟล์เดียวได้ แต่ด้วยความที่ไฟล์นี่มันเซฟทุกอย่างเอาไว้ จึงทำให้ขนาดไฟล์ของมันมีขนาดที่ใหญ่เอามาก ๆ นั่นเองค่ะ ทำให้บางครั้ง กว่าจะเซฟ จะเปิดไฟล์ ก็ใช้เวลาค่อนข้างนานกันเลยทีเดียว นี่ก็เป็นชนิดของไฟล์ส่วนใหญ่ที่นักออกแบบใช้งานและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้นักออกแบบมือใหม่ หรือผู้ที่กำลังจะจ้างงานออกแบบต่าง ๆ ได้เข้าใจเกี่ยวกับชนิดของไฟล์งานที่ใช้กันมากขึ้นค่ะ

Read more

อินสตาแกรมสตอรี่ กับลูกเล่นใหม่ๆที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง

รับออกแบบแบนเนอร์ รับเขียนบทความ

อินสตาแกรมสตอรี่ กับลูกเล่นใหม่ๆที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง  เรียกได้ว่าเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียวสำหรับ อินสตาแกรม (Instragram) หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆว่า ไอจี (IG) ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่ที่ให้เราได้แชร์รูปภาพและวิดีโอผ่านทางบัญชีส่วนตัวพร้อมรับส่งข้อความ เข้าไปกดไลค์และชมอินสตาแกรมของเพื่อนและบุคคลต่างๆได้แล้ว ยังมีฟีเจอร์ยอดฮิตที่หลายคนรู้จักกันดีอย่าง อินสตาแกรมสตอรี่ หรือ IG Story พื้นที่ที่ให้เราได้แชร์เรื่องราวทั้งภาพนิ่งและวิดีโอภายใน 24 ชั่วโมงให้เพื่อนๆได้เห็น ซึ่งต้องบอกเลยว่าเจ้าอินสตาแกรมสตอรี่ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2016 จนถึงวันนี้ได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งกับลูกเล่นใหม่ๆที่ทันสมัย และสร้างความสนุกสนาน เป็นที่นิยมของผู้ใช้อย่างมาก วันนี้  Graphicbuffet  มีวิธีเล่น  IG Story  มาฝากกันค่ะ   การใช้งานอินสตาแกรมสตอรี่ จุดเด่นอย่างหนึ่งของอินสตาแกรมสตอรี่ก็คือการใช้งานที่ไม่ยุ่งยาก สะดวก รวดเร็วสามารถกดปุ่มที่หน้าแรกของอินสตาแกรมได้เลย โดยอินสตาแกรมสตอรี่จะมีโหมดการถ่ายทั้งหมด 6 โหมด ดังต่อไปนี้   Live (ถ่ายทอดสด) : เป็นโหมดการถ่ายทอดสด ที่ในปัจจุบันนี้สามารถที่จะบันทึกไว้ที่หน้าฟีดหรือหน้าอินสตาแกรมได้ 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังเพิ่มลูกเล่นในการเชิญเพื่อนสำหรับร่วมการถ่ายทอดสดได้อีกด้วย   Normal (ปกติ) : เป็นโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมทั้งสามารถถ่ายวิดีโอแบบสั้นๆได้ด้วยการกดค้างที่ปุ่มตรงกลาง   ตัวอักษร : เป็นฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มมาใหม่กับการเขียนข้อความแบบสั้นๆที่หน้าอินสตาแกรมสตอรี่ได้เลย โดยสามารถที่จะถ่ายภาพและเขียนตัวอักษรลงไปก็ได้ โดยจะมีหลายแบบให้เลือก   Boomerang : เป็นการถ่ายภาพแบบสั้นๆประมาณ 4 วินาที โดยจะวนลูปไปมาคล้ายๆ ไฟล์แบบ GIF   Superzoom : เป็นการซูมภาพพร้อมกับเสียง 4 รูปแบบ คือ Dramatic, Beats, TV Show และ Bounce   Rewind : เป็นการถ่ายภาพวิดีโอแบบย้อนหลัง ประมาณ 15 นาที   Hands – free : เป็นโหมดถ่ายวิดีโอแบบปกติ แต่ไม่ต้องกดค้าง ระยะเวลาประมาณ 15 นาที   การตกแต่งอินสตาแกรมสตอรี่ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นของอินสตาแกรมที่หลายคนชื่นชอบอย่างมากเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะสามารถปรับสีของภาพได้ตามต้องการหลากหลายรูปแบบแล้ว อินสตาแกรมสตอรี่ยังสามารถเพิ่มการตกแต่งให้เราได้เลือกกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสติ๊กเกอร์ที่สามารถเลือกใส่ตัวสติ๊กเกอร์ต่างๆที่มีให้เลือกมากมาย,GIF ไฟล์กิฟต์ที่มีรูปเคลื่อนไหว,การแท็กสถานที่,สภาพอากาศ,การเพิ่มรูป,ใส่แฮชแท็ก รวมไปถึงการสร้างโพลให้ได้โหวตกันนั่นเอง   นอกจากนี้ยังมีปากกาที่สามารถขีดเขียนลงในภาพสตอรี่ของเราได้เลย โดยจะมีให้เลือกหลายสีรวมไปถึงตัวอักษรที่มีหลายรูปแบบให้ได้แต่งเติมบนภาพหรือวิดีโอของเราด้วย รวมไปถึงฟีเจอร์ล่าสุดอย่างการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ รวมไปถึงการบันทึกไฮไลท์สำคัญของไอจีสตอรี่ไว้ที่หน้าอินสตาแกรมของเรา   ฟีเจอร์ที่หลากหลายของไอจีสตอรี่ยังมีการพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดที่มีการเอาใจนักธุรกิจ นักการตลาดและแบรนด์สินค้าด้วยการสามารถแปะลิงก์เพื่อให้เชื่อมต่อไปดูข้อมูลต่างๆ หรือเลือกซื้อสินค้าได้ตามต้องการ รวมไปถึงการเชื่อมต่อไปยัง Facebook ได้อีกด้วย  

Read more

เคล็ดลับการอ่านงบ การเงิน ในรายงานประจำปี แบบง่ายๆ

เคล็ดลับการอ่านงบ การเงิน ในรายงานประจำปี แบบง่ายๆ

เคล็ดลับการอ่านงบ การเงิน ในรายงานประจำปี แบบง่ายๆ  รายงานประจำปีเป็นสิ่งที่นักลงทุน และผู้ถือหุ้น จะต้องศึกษางบการเงิน เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องทางการของบริษัทที่เราสนใจ หรือบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่นั้นจะมีอนาคตทางการเงินอย่างไร กิจการมั่นคงหรือไม่ ซึ่งในการอ่านงบการเงิน ในรายงานประจำปีนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก โดยเฉพาะกับนักลงทุน หรือผู้ถือหุ้นมือใหม่ ที่ยังอ่อนประสบการณ์ ซึ่งเป็นผลทำให้เราเสียเปรียบคู่แข่ง และหลงไปตามกระแสของตลาดหุ้นได้ค่ะ วันนี้เรามีวิธีการอ่านงบการเงิน ในรายงานประจำปี แบบง่ายๆ มาฝากให้ได้ลองนำไปศึกษากันดูนะคะ เผื่อจะเป็นแนวทาง ให้ผู้ถือหุ้น และนักลงทุน ได้ประเมินศักยภาพและมูลค่าของกิจการที่ตนเองสนใจ ก่อนการตัดสินใจลงทุนต่อไปค่ะ   การศึกษาข้อมูล งบทางการเงินจากหนังสือรายงานประจำปี ของบริษัทที่จดทะเบียนนั้น จะแสดงถึงข้อมูลสำคัญอื่นๆ นอกเหนือจากข้อมูลทางการเงิน ให้เราได้ทราบด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของบริษัท สภาพเศรษฐกิจ แผนงาน นโยบาย ประวัติผู้บริหาร ประวัติผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กราฟทางการเงิน ราคาหุ้น และแสดงถึงกิจกรรมทางสังคมของบริษัทนั้นๆ ในแต่ละรอบปีบัญชีอีกด้วยค่ะ ซึ่งการอ่านงบการเงิน จากรายงานประจำปี จะทำให้เรา มีความเข้าใจในโครงสร้างทางการเงิน ของบริษัทที่เราศึกษาได้เป็นอย่างดี ว่าบริษัททำธุรกิจได้ผลเป็นอย่างไร มีกำไรหรือขาดทุน แล้วแนวโน้มปีหน้าจะทำอะไรบ้าง โดยวิธีการอ่านงบการเงิน ในรายงานประจำปี แบบง่ายๆ มีดังนี้ค่ะ   อ่านรายงานผู้สอบบัญชี เป็นส่วนสำคัญในรายงานประจำปี ที่เราจะต้องอ่านงบทางการเงิน โดยการอ่านรายงานผู้สอบบัญชี  ว่าผู้สอบบัญชีนั้น ได้แสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินงานของกิจการนั้น ไว้อย่างไรบ้าง และต้องดูด้วยว่า ในรายงานผู้สอบบัญชีนี้ มีข้อความ รับรองว่าถูกต้อง แสดงกำกับไว้ด้วยหรือไม่ เพราะหากในรายงานผู้สอบบัญชีนี้ แสดงข้อความว่า ไม่ให้ความเห็น ก็แสดงได้ว่า บริษัทนี้มีการดำเนินกิจการ ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะขาดหลักฐาน ที่มาแสดงให้ผู้สอบบัญชี ไม่สามารถจะลงชื่อรับรองความถูกต้อง ได้นั่นเอง   หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นอีกส่วนที่สำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่านค่ะ เพราะมันจะแสดงถึงข้อมูล หรือเป็นจุดสังเกตที่ผู้สอบบัญชี ต้องการที่จะชี้แจงให้ผู้อ่านได้รับรู้นั่นเองค่ะ ซึ่งเราจะต้องวิเคราะห์ว่าหมายเหตุที่ผู้สอบบัญชีได้แสดงความคิดเห็นนี้ หากเราอ่านรู้สึกว่าไม่สอดคล้อง หรือมีอะไรขัดๆกันอยู่ก็ต้องระวังให้มากในการลงทุนกับบริษัทนี้นะคะ   ความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้สอบบัญชี เพราะผู้สอบบัญชี จะต้องมาจากบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ จึงจะทำให้เราสามารถอ่านงบการเงิน และตัดสินในการลงทุนได้โดยไม่เกิดความผิดพลาด เพราะหากบริษัทขาดความน่าเชื่อถือ ก็จะทำให้ขาดความโปร่งใสในงบทางการเงิน ของรายงานประจำปีทั้งหมดเลยล่ะค่ะ จะเห็นได้ว่าการอ่านงบการเงิน ในรายงานประจำปีนั้น ไม่เพียงแต่ จะวิเคราะห์งบการเงินของกิจการ หรือบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน ว่ามีกำไร หรือขาดทุนเท่าไร เท่านั้น แต่เราจะต้องศึกษาด้วยค่ะว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งนั้น มีการแสดงความคิดเห็นอย่างไร และมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน ที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ      

Read more

ธีมสีไหนใช้แล้วปัง 10 โทนสีสำหรับหน้าหนาวที่ใช้แล้วเข้ากับบรรยากาศ

facebook feed 01 ธีมสีไหนใช้แล้วปัง 10 โทนสีสำหรับหน้าหนาวที่ใช้แล้วเข้ากับบรรยากาศ

ธีมสีไหนใช้แล้วปัง 10 โทนสีสำหรับหน้าหนาวที่ใช้แล้วเข้ากับบรรยากาศ พูดถึงหน้าหนาว หลายคนก็คงจะนึกถึงอากาศเย็นๆ  หรือละอองหิมะขาวๆ และใบไม้ที่ร่วงหล่น กันอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ  แต่ถ้านึกถึงโทนสี ที่เราใช้ในการออกแบบ ให้เหมาะกับหน้าหนาว เพื่อนๆ รู้ไหมค่ะ ว่ามีสีอะไรบ้าง ที่เราควรนำมาใช้ในงานออกแบบได้บ้าง ถ้าเพื่อนๆอยากรู้ ล่ะก็ วันนี้ grafic buffet ก็เลยได้ไปรวบรวมข้อมูล มาให้เพื่อนๆ ได้คลายสงสัยกัน กับ 10 โทนสีสำหรับหน้าหนาว ส่วนจะโทนสีใดบ้างนั้นก็ตามมาเลยคะ   โทนสีม่วง เป็นโทนที่เหมาะกับหน้าหนาวมากๆค่ะ เพราะเป็นสีที่ดูอบอุ่น สามารถมิกซ์กับสีต่างๆ ได้อย่างลงตัว ในด้านการออกแบบ สีม่วงให้ความรู้สึกที่หรูหรา มั่งคั่งดูน่าเชื่อถือ จึงนิยมนำมาออกแบบงาน หรือสินค้า ที่เกี่ยวกับแฟชั่น ผู้หญิงที่ดูหรูหรา มีความน่าเชื่อถือ โทนสีขาว สีของหิมะ ดูสะอาดและเรียบง่าย สบายตา เหมาะกับการออกแบบสไตล์มินิมอล ที่เน้นความเรียบง่ายมากๆ ค่ะ เหมาะกับการออกแบบสินค้า ที่ต้องการสื่อถึงความสะอาด และปลอดภัย ใช้งานง่าย เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือจะใช้สีขาวจับคู่กับสีเข้ม เพื่อลดความแข็งกร้าวของสีเข้ม ให้ดูอ่อนโยนลง โทนสีพาสเทล สีที่ผสมกับสีขาว ให้มีความซอฟท์ลง อย่างสีฟ้า ชมพู ส้ม เขียว ม่วง จึงดูอ่อนหวาน อบอุ่น โรแมนติก เรียบหรู น่าทะนุถอม น่ารักดูสดใส จึงนิยมนำมาออกแบบพื้นหลัง ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง และเด็กเล็ก อย่างเครื่องสำอาง น้ำหอม และเบเกอรี่ แถมยังเหมาะกับการออกแบบอินโฟกราฟฟิก อีกด้วย  โทนสีน้ำตาล สีของใบไม้ร่วง แต่ดูอบอุ่น ให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่ แนวย้อนยุค แสดงถึงความซื่อสัตย์ จริงใจ สุขุม และเรียบง่าย สามารถจับคู่กับสีสดใสๆ และสีพาสเทล ได้อย่างลงตัว มักใช้ในการออกแบบพื้นหลัง เฟอร์นิเจอร์ ออกแบบบ้าน และสินค้าพวกเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะของเพศชายในวัยทำงาน ออกแบบรถยนต์ และสินค้าเกษตร โทนสีน้ำเงิน เป็นโทนสีที่คู่ควรกับสีขาว สีของหิมะ จึงเหมาะกับหน้าหนาวเป็นอย่างยิ่ง เป็นโทนสี ที่แฝงไปด้วยกลิ่นไอของความหนาวเย็น ให้ความรู้สึกสงบ และน่าเชื่อถือ มั่นคงปลอดภัย และเป็นมืออาชีพ ในด้านการออกแบบ โทนสีน้ำเงิน จะถูกนำไปใช้ ในการออกแบบเว็บไซต์ และใช้กับสินค้าที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ ประกันภัย หรือ การท่องเที่ยวต่างๆ โทนสีแดงเลือดนก เป็นโทนสีที่ให้ความอบอุ่น บ่งบอกถึงฤดูใบไม้ร่วง จึงเข้ากับฤดูหนาวเป็นอย่างดี โทนสีนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่น ความเป็นผู้นำ หรืออาจจะหมายถึงความลังเลก็ได้ ในการออกแบบ นิยมนำมาใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ ที่ต้องการความโดดเด่น มักใช้กับสินค้าประเภท ไอที อาหาร และยานยนต์ เป็นส่วนใหญ่ โทนสีเทา โทนสีสุดเท่ ดูอบอุ่น ให้ความรู้สึกทันสมัย สงบ สุขุม ปลอดภัย มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ จับคู่กับสีอื่นๆ ในการออกแบบ โลโก้ ตราสัญลักษณ์ ของสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆ และนำมาใช้ในการออกแบบสินค้า ประเภทไอที เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เน้นความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีความทันสมัย โทนสีฟ้า เป็นโทนสีที่ให้ความรู้สึกเย็นสบาย เหมาะกับหน้าหนาวของไทย มากๆเลยคะ โทนสีนี้จึงถูกนำมาใช้ในงานออกแบบเป็นส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะมองแล้วรู้สึกสบายตา ยังเพิ่มความสว่าง สดใส ให้กับงานอีกด้วย ในการออกแบบ เราจะนิยมนำโทนสีฟ้ามาใช้กับ เว็บไซต์ หรือสินค้า ที่อ่อนโยน สะอาด สดชื่น อย่างน้ำดื่ม สินค้าสำหรับเด็ก หรือ เครื่องสำอางสำหรับวัยรุ่น ที่เน้นความสะอาด และอ่อนโยน โทนสีชมพู เป็นสีที่เหมาะกับหน้าหนาว กับบรรยากาศของความหนาวเย็น ที่แสนจะโรแมนติก เพราะโทนสีชมพู เป็นสีแห่งความรัก ความอบอุ่น อ่อนโยน ความอ่อนเยาว์ ความน่ารัก และความสดใส ซึ่งในการออกแบบนี้เราจึงนิยม ที่จะนำโทนสีนี้มาออกแบบเว็บไซต์ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง และเด็ก น้ำหอม ขนมหวาน และเบเกอรี่ต่างๆ โทนสีเขียวมะกอก สีของฤดูใบไม้ร่วง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัยและสงบสุข ซึ่งในด้านการออกแบบนี้ เราจะนำโทนสีนี้ มาใช้กับงานออกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกรรมด้านการเงิน ผลิตภัณฑ์พวกอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เน้นความปลอดภัย มีความเป็นธรรมชาติ และยังปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ก็ครบแล้วนะคะกับ 10 โทนสีสำหรับหน้าหนาว ที่ grafic buffet ได้รวบรวมและขนข้อมูล มาให้เพื่อนๆ ได้ลองนำโทนสีเหล่านี้ไปใช้ในงานออกแบบ ของหน้าหนาวในคราวต่อไป  เพราะถ้าเราสามารถออกแบบ โทนสีได้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ก็จะทำให้เรา สามารถที่จะก้าวล้ำนำคู่แข่งอยู่เสมอ ได้อย่างแน่นอน        

Read more

โรคร่าเริง มารู้จักกับโรคยอดฮิตทำลายสุขภาพของคนยุคนี้กันเถอะ

โรคร่าเริง มารู้จักกับโรคยอดฮิตทำลายสุขภาพของคนยุคนี้กันเถอะ

โรคร่าเริง มารู้จักกับโรคยอดฮิตทำลายสุขภาพของคนยุคนี้กันเถอะ กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่หลับในยุคโซเชียล ที่การสื่อสารไร้ขีดจำกัด สามารถมีส่วนร่วม ในการทำกิจกรรมของผู้คนได้ทั่วโลกและมีการเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างง่ายดายนั้น ทำให้ชีวิตของคนในยุคนี้ มีความสะดวกสบายมากขึ้น หลายคนจึงได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในการทำงาน และการใช้ชีวิต ที่มักจะใช้เวลากลางคืน เป็นเวลาในการได้ผ่อนคลาย อย่างการได้เล่นเกม พบปะสังสรรค์ ได้พูดคุย แชร์เรื่องราวลงในโซเชียลต่างๆ หรือในการทำงาน ก็มักจะหอบงานมาทำต่อที่บ้าน อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำรายงาน โดยเฉพาะคนในสายงานครีเอทีฟ ที่ต้องใช้ไอเดีย ในการสร้างสรรค์ผลงาน ก็มักจะใช้เวลากลางคืน เป็นเวลาในการทำงาน เพราะบรรยากาศที่เย็น และเงียบสงบกว่าเวลากลางวัน เหมาะกับการสร้างสรรค์ผลงานเป็นอย่างยิ่ง  แต่รู้ไหมค่ะว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่ดูเหมือนจะอิสระ ได้ทำตามใจตัวเองแบบนี้ เป็นการทำให้สุขภาพของเรานั้นต้องถูกทำลายลง ด้วยโรคยอดฮิตของคนยุคนี้ ที่มีชื่อว่าโรคร่าเริงค่ะ โรคร่าเริงโรคยอดฮิตทำลายสุขภาพของคนยุคนี้ กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่หลับ ที่หลายคนอาจนึกว่า การอดหลับอดนอนนั้น เราสามารถชดเชยการนอนนี้ ด้วยการได้นอนกลางวัน ในวันถัดไป หรือคนที่มีอาชีพอิสระ ก็อาจจะนอนดึกตื่นสายแทน แต่รู้ไหมค่ะว่า ถ้าเรามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่เป็นประจำนั้น ก็ทำให้ เกิดความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมนส์ ของต่อมไร้ท่อต่างๆ เกิดขึ้นค่ะ ซึ่งก็จะส่งผลระบบการทำงานของร่างกาย เกิดความแปรปรวน เกิดภาวะร่างกาย เสื่อมโทรมลงเร็วกว่าเวลาอันควรค่ะ  โดยจะเกิดอาการขึ้นกับร่างกายของเรา นั่นก็คือ กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่หลับ โดยกลางวันนั้น จะหงุดหงิดง่าย มีอาการท้องผูกอาหารไม่ย่อย คิดงานไม่ออก ขาดสมาธิ ง่วง อ่อนเพลีย ส่วนเวลากลางคืนนั้นกลับตรงกันข้าม คือ ร่าเริงสดใส มีสมาธิในการทำงานดี สามารถคิดไอเดียได้อย่างพรั่งพรู จนทำให้ตื่นไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา และสุดท้ายบรรดามะเร็งทั้งหลาย ก็จะมาเยือนค่ะ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม หรือโรคเบาหวาน และโรคอ้วนอีกด้วย เป็นยังไงค่ะ เจ้าโรคร่าเริงนี่ มันไม่ได้ร่าเริง ดูดีสมชื่อมันเลยใช่ไหมล่ะคะ ทำยังไงไม่ให้ป่วย จากการเป็นโรคร่าเริง เราสามารถป้องกัน และแก้ไขได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเราเองค่ะ ดูเหมือนจะง่ายๆนะคะ แต่ต้องอาศัยความตั้งใจ และความสม่ำเสมอในการเปลี่ยนแปลงนี้ค่ะ การจัดเวลานอนใหม่ เป็นสิ่งแรกค่ะ โดยต้องตื่นเวลาเช้า ในเวลาเดิมทุกวันให้ได้ค่ะ ซึ่งแรกๆอาจจะใช้นาฬิกาปลุก แต่เมื่อร่างกายเริ่มเคยชินแล้ว ก็จะรู้สึกตัวตื่นได้เองโดยอัตโนมัติค่ะ และที่สำคัญต้องนอนหลับในเวลาเดิมด้วยนะคะ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมก็คือ ไม่ควรเกินเที่ยงคืน และต้องนอนให้ได้วันละ 8 ชั่วโมงด้วยนะคะ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดแป้ง น้ำตาล ไขมันอิ่มตัว เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ทุกชนิดค่ะ เพราะอาการ และเครื่องดื่มประเภทนี้ จะไปกระตุ้นสมอง ให้หลั่งสารเซโรโทนินมากเกินไป ทำให้เราง่วงนอน อ่อนเพลียในเวลากลางวัน และกระปรี้กระเปร่า ในเวลากลางคืนนั่นเอง หมั่นออกกำลังกาย เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การวิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก โยคะ หรือจะเป็นการยืนแกว่งแขนแบบง่ายๆ  ก็จะทำให้เราสดชื่น แจ่มใส สุขภาพแข็งแรง และช่วยทำให้หลับได้ง่าย และหลับสบายในเวลากลางคืนอีกด้วย เป็นยังไงบ้างค่ะ กับโรคร่าเริง ที่ใครเป็นแล้วไม่ได้ร่าเริงสมชื่อเลยใช่ไหมล่ะค่ะ สำหรับใครที่ป่วยเป็นโรคนี้อยู่ รู้ถึงอันตรายของโรคนี้กันแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงการปรับตัว แรกๆก็อาจจะมีอาการง่วงในเวลากลางวันอยู่ ก็ขอแนะนำให้เพื่อนๆลองฟังเพลงที่ตัวเองชอบ และจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ก็ช่วยให้สมองแล่นขึ้นมาได้ค่ะ ส่วนใครที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองมีพฤติกรรม กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่หลับ แล้วล่ะก็ ต้องรีบปรับพฤติกรรมโดยเร็วนะคะ ไม่อย่างนั้น ถึงจะงานดี เงินดี แต่สุขภาพย่ำแย่ ก็ไม่คุ้มกันเลยล่ะค่ะ  

Read more

ความแตกต่างของรายงาน ประจำปี กับรายงานทางการเงิน

ความแตกต่างของ รายงานประจำปี กับ รายงานทางการเงิน

ความแตกต่างของ รายงานประจำปี กับรายงานทางการเงิน หากพูดถึงรายงานประจำปี และรายงายทางการเงิน หลายคนอาจสงสัยกันอยู่ใช่ไหมคะว่า มันมีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะดูๆแล้วมันก็มีเนื้อหาคล้ายๆกัน คือรายงานถึงสถานะการเงิน งบการเงิน ของหน่วยงานในแต่ละรอบปีบัญชี ของทุกปี ส่วนจะแตกต่างกันยังไงบ้างนั้นก็ตามมาดูกันเลย ความหมายของรายงานประจำปี เป็นรายงานที่หน่วยงาน หรือบริษัทที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องนำมาเปิดเผยต่อผู้ถือหุ้น หรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง เป็นประจำทุกรอบปีบัญชี โดยข้อมูลที่นำมาเปิดเผยนี้จะแสดงถึงข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงาน วัตถุประสงค์ ผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน โดยอาจจะมีหนังสือการนัดประชุมของผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญประจำปีของหน่วยงานแนบมาด้วย ความหมายของรายงานทางการเงิน รายงานที่หน่วยงาน หรือบริษัทที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องนำมาเปิดเผยต่อผู้ถือหุ้น หรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง จะต้องนำเสนอข้อมูลทางการเงินอย่างมีแบบแผน เพื่อแสดงฐานะทางการเงินของหน่วยงาน โดยเนื้อหาก็จะมี การแสดงฐานะทางการเงิน งบการเงิน ผลการดำเนินงาน กระแสเงินสด และรายการอื่นๆของหน่วยงาน สำหรับรายงานงบทางการเงิน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยจะรายงานต่อบุคคลภายใน และบุคคลภายนอกค่ะ รายงานประจำปีนำเสนอต่อผู้ถือหุ้น แต่รายงานการเงิน นำเสนอต่อบุคคลภายใน และบุคคลภายนอก ซึ่งรายงานประจำปีจะนำเสนอผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานประจำปี งบการเงิน โครงสร้างหน่วยงานต่อผู้ถือหุ้น แต่ รายงานทางการเงินนั้นจะมี 2 ประเภท คือนำเสนอรายงานทางการเงิน ต่อบุคคลภายใน เช่น ผู้บริหารหรือหัวหน้างาน และนำเสนอรายงายทางการเงินต่อบุคคลภายนอก จะต้องมีการตรวจสอบและรับรอง ความถูกต้อง ด้วยลายมือชื่อ และมีการความคิดเห็นของผู้สอบบัญชี  ที่มีความน่าเชื่อถือ รายงานประจำปีมีข้อมูลที่กระชับ แต่รายงานการเงิน ต้องแสดงข้อมูลทางการบัญชีที่ถูกต้องตามตามควร  โดยข้อมูลรายประจำปีนั้นจะแสดงเนื้อหาโดยรวม ที่เกิดขึ้นกับการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลทางการเงินก็จะเป็น สรุปเนื้อหาของรายงานทางการเงิน มาไว้ในรายงานประจำปีค่ะ ส่วนรายงานทางการเงิน จะแสดงข้อมูล ทางบัญชี อย่างงบการเงิน โดยแสดงเป็นตัวเลขประมาณการ โดยข้อมูลนั้นต้องถูกต้อง ตามหลักการที่รับรองบัญชีภายใต้กรอบมาตรฐานการบัญชี และต้องสอดคล้องกับประมวลรัษฏากร ซึ่งรายงานทางการเงินต้องเนื้อหาที่จำเป็น  เพียงพอต่อการตัดสินใจ ข้อมูลเป็นปัจจุบัน เข้าใจง่าย ถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไปและช่วยให้เกิดการตัดสินใจ ได้อย่างทันเวลา รายงานประจำปีมีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น และนักลงทุน ส่วนรายงานทางการเงิน มีประโยชน์ต่อผู้บริหารงาน และผู้มีส่วนได้เสียของหน่วยงาน และเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน ซึ่งรายงานประจำปีจะทำให้ผู้ถือหุ้น และนักลงทุน ได้รู้ถึงสภาพคล่องทางการเงิน และอนาคตของการประกอบกิจการของหน่วยงานนั้นๆ แต่รายงานทางการเงิน จะมีประโยชน์ต่อผู้บริหารงาน และผู้มีส่วนได้เสียขององค์กร คือ ทำให้ผู้บริหาร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รู้ถึงสภาพคล่องทางการเงินของหน่วยงานของตน เป็นข้อมูลที่ช่วยการตัดสินใจ ในการบริหารกิจการในหน่วยงาน และเป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ ในการซื้อขายหุ้นอีกด้วย เป็นยังไงบ้างคะ เพื่อนๆคงพอจะเห็นความแตกต่างของรายงานประจำปี กับรายงานทางการเงินกันแล้ว หวังว่าคงพอจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้นำไปใช้กันได้อย่างถูกต้องกันต่อไปนะคะ

Read more

เทคนิคการสร้างแบรนด์ ให้เข้าถึงลูกค้าและเป็นที่น่าจดจำได้มากที่สุด

เทคนิคการสร้างแบรนด์ ให้เข้าถึงลูกค้าและเป็นที่น่าจดจำได้มากที่สุด

เทคนิคการสร้างแบรนด์ ให้เข้าถึงลูกค้าและเป็นที่น่าจดจำได้มากที่สุด  สิ่งสำคัญอย่างมากในการธุรกิจและโฆษณาแบรนด์ก็คือการสร้างการรับรู้ (Brand awareness) เกี่ยวกับธุรกิจให้สามารถเข้าถึงลูกค้ามากที่สุด  ซึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างการรับรู้ก็คือ Social Media ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายและประชาสัมพันธ์สินค้าได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงการมีเครื่องมือที่ดีเท่านั้น จะต้องมีการจัดการที่เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อแบรนด์มากที่สุด ดังนั้นเราไปทำความรู้จักกับเทคนิคการสร้าง Brand awareness การพัฒนาการรับรู้แบรนด์ที่จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและสร้างรากฐานให้กับแบรนด์ในระยะยาวกัน มีการวางแผนที่ดี สิ่งที่ทำให้การทำธุรกิจเผชิญปัญหาแม้จะทำการตลาดผ่านทางโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์ การทำแบนเนอร์ การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ก็คือการไม่สามารถทำให้แบรนด์เป็นที่รับรู้และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ หลายๆครั้งที่เราเลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะป็น  Face Book, Instagram หรือ IG  และเว็บไซต์ เพื่อเพราะมันทันสมัย ได้รับความนิยม แต่ไม่เคยศึกษาความหมายที่แท้จริงของการทำการตลาดเลย คุณจะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดี ทั้งด้านการนำเสนอสินค้าและบริการ การมีส่วนร่วม การเข้าถึงลูกค้า และแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับแบรนด์ธุรกิจของคุณมากที่สุด โดยการศึกษาค้นคว้า เก็บข้อมูล วิจัยข้อมูล เพื่อที่จะทำให้คุณสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด   สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า การสร้างการรับรู้แบรนด์ หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อของ  Brand Awareness จะสามารถทำให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจคุณได้อย่างดีก็คือการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภค ทำให้ลูกค้าและผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากที่สุด คุณจะให้การช่วยเหลือ พูดคุย สนทนา พร้อมให้คำแนะนำ เพื่อที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกและเป็นที่จดจำมากที่สุด   ใช้คอนเทนต์ให้เป็นและเหมาะสม ใช้คอนเทนต์ (Content) ที่มีอยู่อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งรูปภาพ วีดีโอ คลิปวีดีโอ บทความต่างๆ ที่มีประดยชน์ต่อลูกค้า และบทความที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ โปรดจำไว้ว่าการทำแบรนด์อย่าโพสต์ขายสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว ควรใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสมและมีขอบเขต เพื่อทำให้เกิดผลดีต่อธุรกิจสูงสุด สร้างคอนเทนต์  (Content) ที่มีคุณภาพ มีจุดขาย ไม่เน้นปริมาณ รู้จักช่วงเวลาในการโพสต์ อย่ายัดเยียดสินค้าและบริการบนหน้าฟีดของลูกค้าจนทำให้ล้น จนทำให้ลูกค้ายกเลิกการติดตามไปง่ายๆ เพราะเต็มไปด้วยการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว   สร้างสรรค์แบรนด์ให้โดดเด่นและน่าจดจำ โปรดจำไว้เสมอว่าแบรนด์ของุคณไม่ได้อยู่ในท้องตลาดเพียงแบรนด์เดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดออนไลน์อย่างโซเชียลมีเดีย ที่ยังมีคู่แข่งจำนวนมากเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า ดังนั้นคุณจะต้องทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่น่าจดจำ มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น จดจำง่าย ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อที่จะทำให้แบรนด์เกิดความโดดเด่น น่าจดจำและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   สิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นไม่ใช่แค่เพียงใช้โซเชียลมีเดียตีตลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ต้องมีความเข้าในเรื่องการตลาด และเข้าใจในเรื่องเทคนิคการสร้างแบรนด์ ให้เข้าถึงลูกค้าและเป็นที่น่าจดจำได้มากที่สุดต้องรู้จักเครื่องมือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดี พร้อมสร้างความพึงพอใจในระยะยาวให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เริ่มต้นด้วยการวางแผนกลยุทธิ์ สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นพร้อมทั้งสร้างสรรค์แบรนด์ให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ รวมไปถึงใช้คอนเทนต์อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า เพียงเท่านี้ก็จะทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รับรู้จากลูกค้าในเชิงบวก พร้อมมีสัมพันธภาพที่ดีในระยะยาว เป็นที่จดจำและต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไม่ยากเลย

Read more

ยุค Gen Me ยุคของคนสายพันธุ์ใหม่ที่มีอิทพลต่อการตลาด

ยุคGenMeยุคของคนสายพันธุ์ใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการตลาด
ยุค Gen Me ยุคของคนสายพันธุ์ใหม่ที่มีอิทพลต่อการตลาด Gen มาจากคำว่า Generation ก็คือคนในแต่ล่ะยุคสมัย ทีมีพฤติกรรม ค่านิยม ความคิด ความรู้ความสามารถ ทัศนคติ และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไป โดยปัจจุบัน Gen Me เป็นยุคของคนสายพันธุ์ใหม่ ที่เราควรทำความรู้จัก และเข้าใจถึงความต้องการของคน Gen นี้ให้ได้ เพราะคนสายพันธุ์ใหม่ อย่าง Gen Me นี้เป็นกลุ่ม Gen ที่มีอิทธิพลทางด้านการตลาด เป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ   คน Gen Me จัดว่าเป็นนักช็อป และชอบใช้สื่อออนไลน์ มากที่สุดแห่งยุคเลยค่ะ หากธุรกิจไหน ที่สามารถจับทางคน Gen Me ได้ถูกทางแล้วล่ะก็ ธุรกิจนั้นก็มีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จ ได้มากขึ้นอย่างแน่นอน แล้ว คน Gen Me คนสายพันธุ์ใหม่นี้ จะมีไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่างจากคนในยุคอื่นๆอย่างไรนั้น  วันนี้กราฟิก บุพเฟ่ต์ก็เลยจะมาเปรียบเทียบ ให้เพื่อนๆได้ทำความเข้าใจ และทำความรู้จักกับคน Gen Me กับคนยุคอื่นๆ กันนะคะ   Gen Me เป็นคนสายพันธุ์ใหม่ ที่มีการจัดแบ่ง Generation โดยวิธีการใหม่คือ จากที่เคยแบ่งตามช่วงอายุ ปีเกิด เปลี่ยนมาจัดแบ่งตาม พฤติกรรมความสนใจ ทำให้เกิดเป็น คนสายพันธุ์ใหม่ขึ้น ซึ่งในกลุ่ม Gen Me นี้ ได้นำคนแต่ละ Gen มาจัดให้เป็น Gen เดียวกัน ได้แก่ Gen X Gen Y และ Gen Z ค่ะ โดยจากการนำ ทั้ง 3 Gen นี้มาจัดเป็นกลุ่ม Gen Me นี้ ซึ่งจะมีทัศนคติ และไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกัน คือ มีความรักอิสระ ติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่เสมอ เชื่อมั่น ให้ความสำคัญกับตนเองเป็นที่ตั้ง สนใจแฟชั่น การดูแลสุขภาพ ความสวยงาม ชื่นชอบการปาร์ตี้ เข้าสังคม ต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว คิดนอกกรอบ สนใจเรื่องการลงทุน และเข้าถึงสื่อออนไลน์ ได้มากที่สุดอีกด้วยค่ะ โดยกลุ่มคนที่นำมารวมเป็น คนสายพันธุ์ใหม่ อย่างคน Gen Me นี้ก็จะมีพฤติกรรม และลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน ดังนี้ Gen x เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วง ปีพ.ศ. 2508-2522 ส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง เป็นกลุ่มคนที่มีความเป็น Gen Me อยู่น้อยกว่า Gen อื่นๆ เพราะเป็น Gen ที่มีความอดทน ต่อแรงกดดันต่างๆได้สูงมาก ไม่ให้ความสำคัญกับตัวเองมากจนเกินไป และยังเข้าถึงสื่อออนไลน์ ได้น้อยกว่า Gen อื่นๆใน กลุ่ม Gen Me ด้วยค่ะ Gen Y เกิดในระหว่าง พ.ศ.2523-2543 ค่ะ เป็น Gen ที่มีความเป็น Gen Me อยู่มาก เพราะคน Gen นี้จะเติบโตมาพร้อมกับ ความเจริญของอินเตอร์เน็ต ทำให้มีความสามารถด้านเทคโนโลยี ไอที่ ชอบที่จะเสพข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ และเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้เป็นส่วนใหญ่ ชื่อว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นต้องทำงานหนัก ถือเป็น Gen ที่มีอิทธิพลในการทำการตลาดมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเป็น Gen ที่มีอำนาจในการใช้จ่าย และยังเป็นนักช้อป จัดหนัก จัดเต็มด้วยนะคะ Gen Z เกิดในปี ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา Gen นี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยเรียน จึงเป็น Gen ที่ยังไม่มั่นคงทั้งด้านการงาน และการเงิน แต่มีความเป็น Gen Me คือ มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าถึงสื่อออนไลน์ ได้มากกว่า Gen อื่นๆ ด้วยค่ะ เป็น Gen ที่ต้องการความสำเร็จ อย่างรวดเร็วมากที่สุด มีความอดทนน้อย ชอบอิสระ และอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ของตนเอง ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร เพื่อนๆ คงจะพอรู้จักกับคน Gen Me คนสายพันธุ์ใหม่ กันแล้วนะคะ จะเห็นว่า การที่ได้นำ Gen ทั้ง 3 คือ Gen X Gen Y และ Gen Z มาไว้ในกลุ่ม Gen Me นั้น จะเห็นได้ว่า Gen ทั้ง 3 นี้ ก็ต่างที่จะมีทัศนคติ ค่านิยม และไลฟ์สไตล์ ที่มีลักษณะคล้ายกันเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านความเป็นตัวของตัวเอง คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ สนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ และเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้เป็นอย่างมาก โดยหากเราได้ทำความรู้จัก และเข้าใจถึงความต้องการของคน Gen Me แล้วล่ะก็ ย่อมจะเป็นผลดีต่อตัวเรา และธรกิจของเราอีกด้วยค่ะ  
Read more

10 แนวโน้มเทรนด์ แพคเกจจิ้งดีไซน์ที่กำลังมาแรงในปี 2018

10-แนวโน้มเทรนด์-แพคเกจจิ้งดีไซน์ที่กำลังมาแรงในปี-2018

แนวโน้มเทรนด์ แพคเกจจิ้งดีไซน์ที่กำลังมาแรงในปี 2018  แพคเกจจิ้งดีไซน์ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า แบรนด์ต่างๆ จึงต้องสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าของตนเองให้มากที่สุด เทรนด์แพคเกจจิ้งดีไซน์นั้น ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งใครที่สามารถตามทัน ก็เหมือนได้ก้าวนำคู่แข่งไปแล้ว นั่นเองค่ะ กราฟฟิกดีไซน์ จึงได้รวบรวม 10 เทรนด์แพคเกจจิ้งดีไซน์ ในปี 2018 นี้ มาให้ทุกคนได้อินเทรนด์ ก่อนใคร ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ก็มาดูกันเลย  1. Minimalist ดูน้อยแต่มีคุณค่ามาก ด้วยการดีไซน์ แพคเกจจิ้ง ให้ดูเรียบง่าย เป็นใช้สีพื้นๆ ดูสบายตา ไม่ซับซ้อน ใช้ง่าย สะดวก โลโก้ดูเรียบ แต่มีอัตลักษณ์ โดดเด่น สื่อความหมายได้ดี หรือใช้ข้อความที่กระชับ สื่อความหมายเข้าใจได้ง่าย และจริงใจ เชื่อถือได้ 2.  Pastels โทนสีที่สร้างพลังบวก บ่งบอกถึงความอ่อนหวาน สดใส ความรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตรซึ่งสาวๆ ชื่นชอบเป็นที่สุด พาสเทล เป็นการนำสีขาวมาผสม ทำให้สีเดิมดูซอฟท์ลง ได้กลายเป็นเทรนด์แพคเกจจิ้งดีไซน์ ล่าสุดของปีนี้ การดีไซน์จึงเน้นความอ่อนหวาน ละมุนละไม เรียบหรูมีสไตล์ ดูสะอาดตา โดยเฉพาะการดีไซน์แพคเกจจิ้งสำหรับสาวๆ และเด็กๆ ไม่ควรพลาดนะคะ เครดิต :  Openmint 3.  Doodles เทรนด์ฮิตบนโลกออนไลน์ เป็นการวาดเส้นขยุกขยิก ตามจินตนาการ สไตล์กิ๊บเก๋ น่ารักๆ ลงบนแพคเกจจิ้ง ให้ดูโดดเด่น น่าสนใจแต่ยังเน้นความเรียบง่าย ชัดเจน ไม่ซับซ้อน ให้ผู้พบเห็น  รู้สึกมีความสุข  สนุกสนาน   เกิดความประทับใจและ จดจำได้ง่าย  รับรองว่าใครได้เห็นแพคเกจจิ้งสไตล์นี้ แล้วล่ะก็ จะต้องอดใจไว้ไม่ได้ และก่อให้เกิด การตัดสินใจซื้อในที่สุด เครดิต : Loretta 4.  Movie posters Immersive poster-like labeling via Amateur (dot) rocks. โปสเตอร์ภาพยนตร์ เป็นเทรนด์แพคเกจจิ้งดีไซน์ เพื่อเอาใจบรรดาแฟนคลับ หรือนักสะสม หนังเรื่องโปรด โดยนำเสนอเรื่องราว ถ่ายทอดอารมณ์ของภาพยนตร์ผ่าน แพคเกจจิ้ง โดยที่ยังสามารถสื่อถึงข้อมูลของสินค้าได้อย่างลงตัว Classics reimagined via BrandHolic. 5.  Big words First world problems are not problems via SUE Amsterdam. เทรนด์แพคเกจจิ้งดีไซน์ ที่เน้นการสื่อสารง่ายๆ ตรงไปตรงมา และโดนใจลูกค้ามากที่สุด เพียงเลือกข้อความที่กระชับ โดนใจตรงกับสินค้านั้นๆ แล้วดีไซน์ฟอนต์  ด้วยการใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ จัดวางพอดี ดูไม่อึดอัด สีสันสะดุดตา อ่านง่าย ทำให้ผู้พบเห็น ได้สินค้าเลือกที่ตรงกับความต้องการ A witty branding approach via Eboost.  6. Standout shapes and materials An ingenious blend of old and new via Team Wunderbar!. เทรนด์นี้จะเน้น การเลือกดีไซน์ แพคเกจจิ้งที่มีรูปทรง   วัสดุที่แปลกใหม่ สร้างสรรค์ ดูโดดเด่น สามารถที่จะดึงดูดสายตาของผู้พบเห็น ให้เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น และจดจำได้ง่าย ทำให้สินค้านั้น ดูน่าซื้อ น่าเป็นเจ้าของมากยิ่งขึ้น A captivating student project via Shohaib Iqbal. 7. Vintage Traditional-inspired label design via Stranger and Stranger. เทรนด์วินเทจ ย้อนยุค ได้กลายเป็นเทรนด์ฮอต สำหรับแพคเกจจิ้งดีไซน์ ในปีนี้ เพราะเทรนด์นี้มีทั้งความชิค และความเก๋า อย่างลงตัว การดีไซน์แพคเกจจิ้งนี้ จะใช้สีโทนอ่อน เช่น สีครีม ขาว เหลือง ชมพูอ่อนและสีม่วงอ่อนๆ รวมไปถึง สีสันต่างๆที่ดูซีดๆจางๆ ให้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิก ที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวในอดีต หรูหา อบอุ่น และดูอ่อนหวาน Reimagining vintage design via Constantin Bolimond. 8. Photography Via Mariane Silva. เทรนด์การนำภาพถ่าย มาใช้กับแพคเกจจิ้งดีไซน์ โดยรูปภาพที่เรานำมาใช้ในการออกแบบนี้ ควรมีความคมชัด สวยงามขนาดของรูปไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป เมื่อพิมพ์ออกมาภาพไม่แตก ทำให้สินค้า ดูมีรายละเอียดชัดเจน มีความแปลกใหม่ ดูสนุก น่าสนใจ และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น Via Robot Food. 9. Holographic effects In your face! via Parámetro Studio. เทคนิคฮอโลกราฟี เป็นเทรนด์ที่ สร้างมูลค่า และความหรูหรา ให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี โดยเทคนิคฮอโลกราฟีนี้ จะ ใช้แสง เงา และการสะท้อนแสง ให้ภาพมีลักษณะเป็น 3 มิติ ช่วยให้สินค้านั้น สะดุดตากับผู้พบเห็นมากยิ่งขึ้น Visual effects via Ken Lo. 10. Vibrant gradients Eye pleasing packaging design via Fabula Branding. การไล่ระดับสี เป็นเทรนด์ที่ทำให้สินค้าของเรา ดูล้ำ ทันสมัย สวยงาม สดใส น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งแพคเกจจิ้งดีไซน์ จะออกแบบให้มีการไล่ระดับ โทนสี จากเฉดสีหนึ่งไปยัง อีกสีหนึ่งหรือหลายๆสีก็ได้ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ โดดเด่น และโอกาสจะซ้ำกับแบรนด์ใดๆ ก็ยิ่งน้อยลง Deliciously colorful branding via Siegenthaler &Co. จาก 10 เทรนด์แพคเกจจิ้งดีไซน์ 2018 ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ […]

Read more

การจด Domain Name ชื่อโดเมน ชื่อเว็บไซต์ สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ

การจด Domain Name ชื่อโดเมน ชื่อเว็บไซต์ สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ การจด Domain Name ชื่อโดเมน ชื่อเว็บไซต์ สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ
การจด Domain Name ชื่อโดเมน  ชื่อเว็บไซต์ สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ  ชื่อโดเมน (Domain Name) หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ซึ่งเราตั้งขึ้นมา ทำให้ผู้ใช้งานหรือลูกค้าของเราสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์เราได้โดยง่ายขึ้น โดยลูกค้าไม่ต้องมานั่งจดจำชื่อไอพีแอดเดรสที่แสนยาวเพื่อใช้ในการเข้าเว็บของเรา แค่ใส่ชื่อที่เราจดทะเบียนเอาไว้ก็จะหาเจอทันที หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายใน  1 นาที ก็คือ - เว็บไซต์ (Website)  เปรียบเสมือน บ้าน - ไอพี แอดเดรส (IP Address) เปรียบเสมือน บ้านเลขที่,ที่อยู่ - ชื่อโดเมน (Domain Name) เปรียบเสมือน ชื่อเรียกบ้านแบบย่อ หรือที่หลายคนชอบเรียกกันว่า “ชื่อเว็บไซต์” การจดชื่อโดเมน ดียังไง ชื่อโดเมนที่จดจำง่าย เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ทำให้ลูกค้าจดจำเว็บไซต์ของเราได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากเราได้ชื่อที่ตรงกับสินค้าหรือบริการ หรือคำที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ก็จะทำให้เรามีโอกาสได้มากกว่าคนอื่นๆ แม้ว่าเราจะทำการย้ายข้อมูลไปยังเซิฟเวอร์อื่น แต่ก็ยังสามารถใช้ชื่อโดเมนเดิมได้นั่นเอง นอกจากหาง่ายแล้ว การตั้งชื่อโดเมนยังให้ผลทางการตลาดในการทำโฆษณาเพราะเกี่ยวเนื่องกับการทำ SEO เพื่อให้ติดอันดับบน Google เพราะหากเราใช้ชื่อโดเมนที่เป็นคำยอดฮิตเวลาลูกค้ากดค้นหาสินค้า หรือ คำที่เป็นคำยอดนิยม เว็บไซต์ของเราก็มีโอกาสที่จะขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้มากกว่าเว็บไซต์ ที่ไม่ได้ใช้ชื่อ ที่มีคำยอดนิยมเหล่านั้น ซึ่งทำให้มีคนหัวใสหลายคน นำเอาคีย์เวิร์ดหรือคำยอดฮิตไปจดทะเบียนชื่อโดเมนเอาไว้ หากเราต้องการก็จะต้องไปซื้อจากเจ้าของที่ได้ทำการจดทะเบียนไว้ เพราะชื่อโดเมนแต่ละชื่อจะมีเพียงชื่อเดียว ต่างกันแค่หลัง ด็อท (dot) หรือ จุด . โดยส่วนใหญ่ที่นิยมมากที่สุดคือ .com   เราจะเรียกหลังจุดเหล่านี้ว่า “นามสกุล” นามสกุลของชื่อโดเมน มีความหมายยังไง นามสกุลของชื่อโดนเมน จะถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ประเภทของโดเมน ซึ่งจำแนกตามคำย่อขององค์กร www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน ยกตัวอย่างเช่น www.Graphicbufet.com , www.Google.com - .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์ - .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร - .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย - .edu คือ สถาบันการศึกษา - .gov คือ องค์กรของรัฐบาล - .mil คือ องค์กรทางทหาร ประเทศที่ตั้งขององค์กร ซึ่งจำแนกตามคำย่อขององค์กร และพ่วงท้ายเพื่อบอกว่าเป็นของประเทศไหน www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศที่ตั้งขององค์กร ยกตัวอย่างเช่น www.Graphicbufet.co.th , www.Google.co.th ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ - .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์ - .ac คือ สถาบันการศึกษา - .go คือ องค์กรของรัฐบาล - .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย - .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร - .th   คือ ประเทศไทย - .cn  คือ ประเทศจีน - .uk  คือ ประเทศอังกฤษ - .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น - .au  คือ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งชื่อโดเมนมีเงื่อนไขยังไง การตั้งชื่อโดเมน ต้องใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ (A-Z) ตัวเลข (0-9) และสัญลักษณ์ขีดกลาง (-) เท่านั้น ใช้ตัวอักษรเล็กใหญ่ไม่มีผลเพราะพิมพ์แบบไหนก็เข้าเว็บไซต์ได้เหมือนกัน ความยาวของชื่อโดเมนไม่เกิน 63 ตัวอักษร (รวมสัญลักษณ์ขีดกลาง (-)แล้ว) ไม่สามารถใช้สัญลักษณ์ขีดกลาง (-)นำหน้า ต้องไว้ตรงกลางระหว่างตัวอักษร ไม่สามารถเว้นวรรคในชื่อโดเมนได้   การตั้งชื่อโดเมนให้ดี มีผลต่อการจดจำของลูกค้าและธุรกิจของเรา แม้มีชื่อโดเมนแล้วก็ต้องทำการต่ออายุเพื่อรักษาชื่อนี้เอาไว้ หากวันไหนเว็บไซต์ของเราฮอตฮิตติดลมบนขึ้นมา แล้วเราลืมต่ออายุชื่อโดเมน ก็อาจจะถูกตาอยู่หยิบชิ้นปลามัน แอบมาจดทะเบียนชื่อโดเมนของเรา ทำให้ที่เราพยายามการตลาดมาตลอด อาจจะเสียเปล่า มานั่งเจ็บใจทีหลังได้นะเออ    
Read more

สร้างแผนที่ บนเว็บไซต์ง่ายๆ ด้วย Google Map

การสร้างแผนที่เว็บไซต์ด้วย Google map

การสร้างแผนที่ บนเว็บไซต์ด้วย Google Map นั้นมีประโยชน์มากคะ เพราะจะช่วยให้ค้นหาและใช้นำทางไปได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาลงโปรแกรม ไม่ต้องลงทุนลงแรงวาดแผนที่กันเองแล้วอัพขึ้นเว็บอีกที หรือหาเครื่องมือสร้างกราฟิกแผนที่อื่นๆ เลยค่ะ Google Map สามารถนำทางให้ลูกค้ามาถึงหน้าร้าน หรือที่ตั้งธุรกิจของเราได้ง่ายๆ ผ่านโลกออนไลน์ แค่เพียงปลายนิ้วคลิก เพียงแต่เราปักหมุด ลงบนจุดให้ถูกที่ก็พอแล้วล่ะคะ บทความนี้ขอแนะนำ วิธีการทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการนำทาง ด้วยการ ปักหมุดแผนที่บน Google Map ค่ะ เพื่อให้แผนที่แสดงผลในหน้าติดต่อเรา ซึ่งเราสามารถปักหมุดระบุตำแหน่งที่ตั้งของบริษัท องค์กร หรือร้านค้าลงในแผนที่ Google Map และสามารถนำโค้ด HTML มาติดในเว็บไซต์ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือผู้ที่จะเดินทางมายังร้านค้าของเราได้ โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ค่ะ 1. คลิกสร้างแผนที่ล็อกอินเข้าสู่ระบบด้วย Google Account ของคุณ (หรือสมัครใหม่ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ) โดยไปที่หน้า mapsengine.google.com จากนั้น เมื่อล็อกอินเรียบร้อยแล้ว คลิกปุ่ม “Create a new map” (สร้างแผนที่) 2. กรอกข้อมูลและระบุตำแหน่งที่ตั้งเราสามารถตั้งชื่อแผนที่ เพิ่มข้อมูลติดต่อ ที่อยู่ ลงในแบบฟร์อมโดยคลิกที่ตำแหน่งนั้นๆ และตั้งชื่อแทนคำว่า “Untitled” ได้เลยนะคะ สำหรับการ ระบุตำแหน่งที่ตั้งบนแผนที่ ให้คลิกปุ่ม (เพิ่มเครื่องหมายตำแหน่ง) จากนั้น คลิกวางหมุดในพิกัดบนแผนที่ตามต้องการ เราสามารถพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรสำหรับแสดงผลเพิ่มเติมบนแผนที่ และคลิก บันทึก คะ 3. แชร์ข้อมูลและรับโค้ดแผนที่ต่อจากขั้นตอนปักหมุดระบุตำแหน่งเสร็จแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการรับ Code สำหรับนำไปติดตั้งในเว็บของเรานะคะ โดยมีวิธีคือ –  คลิกที่ปุ่ม “Share” –  แสดงหน้าต่างสำหรับกรอกชื่อและรายละเอียดแผนที่และกด “Save”  (หากไม่ต้องการกรอก สามารถกด skip เพื่อข้ามได้คะ) –  ในหน้าต่าง “Sharring Setting” ที่หัวข้อ “Who has Access” คลิกปุ่ม “Change” เพื่อกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง –  ปรากฎหน้าต่าง “Link Sharing” ให้คลิกตัวเลือก “Public on the Web” แชร์เป็นสาธารณะ และคลิก “Save” –  กลับสู่หน้าต่าง “Sharring Setting” คลิกปุ่ม “Done“ – กลับสู่หน้าจัดการแผนที่หลัก ให้คลิกสัญลักษณ์ – คลิก “Embed on my site”  – คัดลอก Code Iframe ในหน้าต่างที่ปรากฎ และกด OK 4. นำโค้ดแผนที่ติดตั้งในเว็บไซต์ Log in เข้าส่วนแก้ไขเว็บไซต์ของคุณแล้ว จากนั้น คลิก”แก้ไข” เมนูที่ต้องการแสดงผลแผนที่ โดยส่วนใหญ่ก็คือ เมนู “ติดต่อเรา” นั่นเองคะ หรือหากต้องการอธิบายข้อมูลการเดินทางอย่างละเอียด ก็อาจสร้างเป็นเมนู “แผนที่การเดินทาง” ขึ้นมาใหม่เลยก็ได้คะ โดยก่อนวางโค้ดนั้น จะต้องคลิกเครื่องมือที่จะเปลี่ยนพื้นที่เนื้อหาให้รองรับ Code ต่างๆ ก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นแล้วระบบเว็บไซต์จะมองว่า Code แผนที่ของเรา เป็นเพียงข้อมูลตัวอักษรปกติ เช่น หากเครื่องมือ Source ทำงาน ข้อมูลในช่องรายละเอียดจะถูกแปลงเป็น HTML Code และพร้อมรับข้อมูลที่เป็น Code ต่าง ๆ ให้วางโค้ด Google Maps ในช่องรายละเอียดเนื้อหาได้เลยค่ะหรือ เมื่อคลิกที่เครื่องมือ Source อีกครั้ง ระบบจะแสดงข้อมูลแบบปกติ และจะปรากฏแผนที่ Google Maps ในเนื้อหาแล้วนะคะ ซึ่งคุณสามารถใส่รายละเอียดการติดต่ออื่นๆ หรือปรับตกแต่งการจัดวางข้อมูลประกอบให้สวยงามได้ตามต้องการ สุดท้ายอย่าลืม คลิก “บันทึก” ด้วยนะคะ การสร้างแผนที่บนเว็บไซต์ง่ายๆ ด้วย Google Map นอกจากจะใช้ในการนำทางแก่ผู้ที่ต้องการเดินทางมาติดต่อโดยตรงแล้ว ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ จากการยืนยันถึงตำแหน่งที่ตั้งและความมีตัวตนใหักับธุรกิจ เพิ่มความมั่นใจในการสั่งซื้อสินค้าให้กับลูกค้าออนไลน์ได้อีกด้วยค่ะ   โดย..เจ้าน้อย..        

Read more

5 สถานที่เด็ด สำหรับแสวงหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ครีเอทีฟ

5 สถานที่เด็ด สำหรับแสวงหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ครีเอทีฟ

ครีเอทีฟเป็นงาน ที่ต้องใช้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งกว่าจะได้ไอเดีย มาสร้างผลงานแต่ล่ะครั้งนั้น ก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจ มากระตุ้นสมอง ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่หลายครั้ง ครีเอทีฟอย่างเราๆ ก็อาจจะขาดแรงบันดาลใจ สมองตื้อ คิดไอเดียไม่ออก จำเป็นจะต้องหาแรงบันดาลใจ โดยการเปลี่ยนสถานที่ทำงานเดิมๆ ที่แสนจะน่าเบื่อ มาพบเจอกับสถานที่ใหม่ๆ ที่จะทำให้เราได้เกิดประสบการณ์  เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กับ 5 สถานที่แสวงหาไอเดีย และแรงบันดาลใจให้ครีเอทีฟ ที่กราฟฟิกบุพเฟต์ ได้คัดสรรค์มาให้ เหล่าครีเอทีฟทั้งหลาย ได้ลองออกมาสัมผัส มาหาแรงบันดาลใจ และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกันนะคะ 1. TCDC หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สวรรค์ของเหล่าครีเอทีฟ เพราะที่นี่เค้าเป็น ศูนย์กลางเรียนรู้ การสร้างสรรค์ไอเดีย ของนักออกแบบ และสตาร์ทอัพทุกประเภท ที่นักออกแบบ ครีเอทีพ หรือผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปเรียนรู้ หาแรงบันดาลใจ จากนิทรรศการ แกลอรี่ งานอีเว้นท์ ประชุม สัมมนาต่างๆ หรือจะปรึกษาธุรกิจสตาร์ทอัพ จากผู้เชี่ยวชาญ Business Service ที่จะมาให้คำแนะนำ ด้านการออกแบบ และพัฒนาธุรกิจ มีเครื่องมือ อุปกรณ์การออกแบบ หนังสือ และนิตยสารสิ่งพิมพ์ มัลติมิเดียด้านออกแบบจากทั่วโลก ให้เราได้ศึกษาค้นคว้า เกิดแรงบันดาลใจ ที่จะคิดไอเดียใหม่ๆ ท่ามกลางบรรยากาศออฟฟิศสุดคูล และร้านกาแฟ รสชาติฟินเว่อ แต่ราคาสบายกระเป๋าอย่างร้าน THE BOX และนอกจากนี้ ที่นี่เค้ายังมีบริการ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่เราสามารถใช้ไวไฟ พร้อมปลั๊กไฟ ที่ให้บริการฟรี ให้ได้เรานั่งทำงาน สร้างสรรค์ไอเดียได้อย่างบรรเจิด กันได้ที่นี่ที่เดียว 2.หอศิลป์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำหรับเหล่าสายอาร์ท สายออกแบบ ที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ ต้องไม่พลาดค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะ ทุกแขนง จากทั่วทุกมุมโลก มารวบรวมไว้ที่นี่ค่ะ โดยที่นี่เค้าจะแบ่งเป็นโซน เพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้นั่นเองค่ะ ซึ่งก็จะมีโซนห้องสมุด โซนจัดงานอีเว้นท์ และโซนจัดแสดงนิทรรศการ ศิลปะต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยน มาให้เราได้ชมกันตลอดทั้งปี รับรองว่าถ้าใคร จะมาหาแรงบันดาลใจ จะต้องได้ไอเดียดีๆ กลับไปอย่างแน่นอนเลยล่ะค่ะ 3.ช่างชุ่ย  เครื่องบินยักษ์ แลนด์มาร์ค งานศิลปะ งานออกแบบ ที่เหล่าครีเอทีพ และนักออกแบบต้องมาให้ได้ค่ะ เพราะที่นี่นอกจาก จะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ของบรรดาสาวกฮิปสเตอร์แล้ว ก็ยังได้รวบรวม งานศิลปะ งานออกแบบ แฟชั่นต่างๆ จากทั่วโลกมาไว้ที่นี่ค่ะ  ให้เราได้เสพ ได้สัมผัส และเกิดแรงบันดาลใจ เกิดไอเดียใหม่ๆ ไปสร้างสรรค์ผลงานต่อไปค่ะ นอกจากนี้เรายังสามารถพัก ผ่อนคลายสมอง และจิตใจ ด้วยการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ จิบกาแฟหอมๆ กินของอร่อยๆ ดูหนัง ฟังเพลง อัพรูปสวยๆ ก็ฟินกันไป 4. ล้ง ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ให้เราได้ย้อนเวลา ย้อนวันวาน กลับไปในสมัยรัชกาลที่ 4 สัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมแบบไทย – จีน จากสถาปัตยกรรม ภาพจิตรกรรมต่างๆ ตามประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น และยังมีการจัดแสดงศิลปะ งานฝีมือ ไอเดียต่างๆ ของศิลปินรุ่นใหม่ ให้เราได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดไอเดีย  ในการทำงาน แถมยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทย ที่ควรอนุรักษ์ และหวงแหนไว้ให้ลูกหลายในวันข้างหน้า ใครที่ชอบบรรยากาศแบบย้อนยุคแบบนี้ ต้องมากันให้ได้ค่ะ 5. It’s “Happened To Be” a Closet ที่นี่เป็นคาเฟ่ ที่เหมาะกับชาวครีเอทีพ มากๆค่ะ ใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ เพื่อนำไอเดียไปต่อยอด ในการทำงานต้องมาค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งรวมร้านค้าแฟชั่น คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านเสริมสวยต่างๆ มาไว้ที่นี่ที่เดียว โดยเราสามารถชมไอเดีย การออกแบบใหม่ๆ ผ่านสินค้า และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างโต๊ะ เก้าอี้ จาน ชาม เครื่องแก้วคริสตัลสวยๆ และของตกแต่งร้าน สไตล์ฝรั่งเศสสุดหรู ที่จะทำให้เราได้เกิดไอเดียใหม่ๆ พร้อมได้เพลิดเพลินกับเมนูเด็ดๆ อร่อยๆ อีกด้วยค่ะ 5 สถานที่แสวงหาไอเดีย และแรงบันดาลใจให้ครีเอทีฟ ที่เราได้หามา แนะนำให้เพื่อนๆ ชาวครีเอทีฟ และนักออกแบบ ได้ลองนำไปหาแรงบันดาลใจ คิดไอเดียใหม่ๆ พร้อมที่จะลุยกับการทำงาน อย่างสร้างสรรค์กันต่อไปนะคะ  

Read more

Warning: call_user_func_array() expects parameter 1 to be a valid callback, function 'plugin_add_pixel_lead' not found or invalid function name in /mnt/volume_sgp1_01/httpdocs/wp-includes/class-wp-hook.php on line 303