HYBRID กับ NATIVE Application ใช้ต่างกันอย่างไร ?

HYBRID กับ NATIVE

HYBRID กับ NATIVE  Application ใช้ต่างกันอย่างไร ? ในส่วนของขั้นตอนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือโมบายแอพพลิเคชั่น นั้นจะมีเครื่องมือ ( Tool ) และภาษา ( Programming Language ) อยู่อย่างมากมายหลายภาษาด้วยกัน เพื่อให้นักพัฒนาได้เลือกใช้งาน ตามความเหมาะสมของงาน โดยแต่ละเครื่องมือแต่ละภาษา ก็มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป บางภาษาเหมาะกับการนำไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์เกมส์ บางภาษาเหมาะสำหรับการทำแอพพลิเคชั่นขนาดเล็ก หรือบางภาษาก็เหมาะกับการนำมาใช้จัดการข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีแอพพลิเคชั่นมากมายหลายประเภทบน Online Store ที่มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไปให้ได้เลือกใช้งานกันนั่นเอง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับระบบที่นิยมใช้ทำ web application กันค่ะ 

  1. Native Application คือ การเขียน Code ที่ทำงานเข้ากับ CPU ของหน่วยประมวลผลนั้น ๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวแปลงภาษา (Virtual Machine ) เนื่องจากเป็นการพัฒนาแอพฯ โดยใช้ library, SDK ของ OS Mobile นั้น ๆ ที่ให้มาโดยตรง เช่น Android จะใช้ android SDK ในการพัฒนา ในส่วนของ Native App IOS ก็ใช้ภาษา objective c เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เป็นการใช้ภาษาแม่ของ Platform นั้นๆ มาใช้ในการเขียนแอพฯ ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งข้อดีของการพัฒนา Application แบบ Native นั้น ก็คือ ทำให้สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานของ Platform นั้น ๆ ได้ครบถ้วน ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับนักพัฒนาได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อเสียก็คือ ต้องใช้บุคลากรหรือนักพัฒนาเป็นจำนวนมาก ใช้เวลาค่อนข้างนาน ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่หากว่าเราต้องการที่จะได้แอพฯ ที่ดี และสามารถเจาะลึกลงไปในการใช้งานได้ การใช้ Native app ในการเขียน Application จึงเหมาะสมมากกว่า
  2. Hybrid Application หรือเรียกอีกอย่างว่า Cross Platform คือ การเขียนแอพฯ ด้วยโปรแกรม ภาษาใด ภาษาหนึ่ง แต่สามารถนำเอาไป ใช้กับ platform อื่นๆ ได้ด้วย สามารถนำไปใช้งานได้ทั้ง Android, iPhone iOS ,Windows Phone และ อื่น ๆ โดยอาศัย Framework หรือ SDK ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหลากหลายภาษา และมีเครื่องมือที่เหมาะสมกับ framework หรือ SDK นั้น ๆ ให้เลือกใช้ในการพัฒนาที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น CORONA SDK จะใช้ ภาษา LUA, Acrobat AIR จะใช้ภาษา ACTION SCRIPT 3 หรือ UNITY ก็ใช้ C# และ JAVASCRIPT  เป็นต้น ซึ่งการเขียนแอพฯ ในรูปแบบนี้ เราจะสามารถแปลงไปใช้กับ ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้หลากหลาย และใช้เวลาน้อยในการพัฒนาหลายๆ แอพฯ ซึ่งข้อดีของการใช้ Hybrid Application ก็คือ ประหยัดทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนา ทั้งแรงงาน เวลา และงบประมาณ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาแบบ Cross-Platform ทำให้สามารถพัฒนาโดยใช้ชุดคำสั่งหรือภาษาใด ภาษาหนึ่ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือ การเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานของในแต่ละ Platform เป็นไปอย่างไม่เต็มที่ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานบางฟังก์ชั่นจะด้อยกว่าการใช้ Native Application ซึ่งหากต้องการเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานให้ลึกซึ้งแบบ Native ก็จำเป็นต้องทำการพัฒนาส่วนเสริมขึ้นมาอีก

 

 

จากข้อมูลข้างต้น หากเราต้องการพัฒนาแอพฯ ให้มีประสิทธิภาพสูง สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานของแต่ละ Platform ได้เต็มที่ ก็ควรเลือกใช้การเขียนแอพฯ แบบ native แต่หากถ้าต้องการให้สามารถแปลงไป platform อื่น ๆ ได้โดยง่าย ก็ควรที่จะเลือกใช้การเขียนแอพฯ แบบ hybrid นั่นเองค่ะ

 

by Naviya

 

สมัครรับข่าวสารเพื่อให้ข้อความไม่เด้งอีก

อัพเดทสาระความรู้และเทคนิคมากมายเกี่ยวกับ รับทำเว็บไซต์ การออกแบบ การตลาดออนไลน์

ขอบคุณค่ะ