Currently browsing: Festival

10 วิธีป้องกัน และเอาตัวรอดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า โรคติดต่อสายพันธุ์ใหม่

10 วิธีป้องกัน และเอาตัวรอดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า โรคติดต่อสายพันธุ์ใหม่

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวร้าย “โคโรน่า” ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ขณะนี้พบว่า มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้หลายประเทศหามาตรการป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือกับไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้อย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็วจากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คนโดยผ่านช่องทางปาก ตา จมูก และการสัมผัสผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อโคโรน่านี้ ทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเกิดอาการปอดอักเสบขั้นรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ ด้วยความอันตรายร้ายแรงของเชื้อไวรัสชนิดนี้ องค์การอนามัยโลก และกรมควบคุมโรคจึงหาวิธีป้องกันเพื่อให้รอดพ้นจากโรคติดต่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ดังนี้ สวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ เนื่องจากเชื้อโรคแพร่ทางอากาศ การใช้หน้ากากอนามัยเพื่อปิดปาก ปิดจมูกจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือพื้นที่สุ่มเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า เนื่องจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสามารถแพร่ทางอากาศได้ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่สุ่มเสี่ยง หรือบริเวณที่มีคนพลุกพล่านหนาแน่น หากพบอาการผิดปกติเป็นไข้ ไอจาม มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ หลังจากเข้าไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยงให้ไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางโดยทันที ถ้ามีความจำเป็นเข้าไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า แล้วกลับออกมาพบมีอาการผิดปกติเป็นไข้ ไอจาม มีน้ำมูก และหายใจเหนื่อยหอบ ให้ไปพบแพทย์พร้อมบอกประวัติการเดินทางโดยทันที เพื่อที่จะได้รักษา และหยุดการแพร่กระจายของเชื้อได้ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ สบู่ หรือเจลล้างมือ การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ และควรล้างมืออย่างน้อย 20-30 วินาที ด้วยน้ำ สบู่ หรือเจลล้างมือ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่าได้แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่ออื่น ๆได้อีกด้วย รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ๆ และมีช้อนกลางในการตักอาหาร การรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ และใช้ช้อนกลางตักอาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อได้ ของใช้ส่วนตัวห้ามใช้ร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากของใช้ส่วนตัวเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผู้ใช้งานโดยตรง ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคติดต่อต่าง ๆจึงห้ามใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ไม่สัมผัส หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เป็นไข้ ไอจาม หรือมีน้ำมูก ควรหลีกเลี่ยง และอยู่ห่างไกลจากผู้ที่มีอาการป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไอจาม ควรอยู่ห่างประมาณ 180 เซนติเมตร เพื่อให้พ้นจากรัศมีน้ำลาย และน้ำมูกที่กระจายออกมา อย่าใช้มือขยี้ตา หรือสัมผัสจมูก และปาก เนื่องจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสามารถติดได้จากการสัมผัส ดังนั้นอย่าใช้มือไปสัมผัส หรือขยี้ตา จมูก และปากโดยเด็ดขาด และควรหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการเข้าตลาดค้าสัตว์แปลก ๆ และห้ามนำสัตว์เหล่านี้มารับประทานเด็ดขาด เพราะเชื้อไวรัสโคโรน่าสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไม่เข้าตลาดที่มีการค้าขายสัตว์แปลก ๆ และห้ามนำสัตว์เหล่านี้มารับประทานโดยเด็ดขาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย นอกจาก 10 วิธีป้องกันตนเองให้รอดจากเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้ว การติดตามข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับเชื้อไวรัสตัวร้ายโคโรน่านี้ได้อย่างดี

Read more

เทรนด์การออกแบบแพคเกจจิ้ง 2020

เทรนด์การออกแบบแพคเกจจิ้ง 2020

ต้องบอกว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั่นก็คือแพคเกจจิ้ง โดยผลการสำรวจจาก Bizongo ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อผู้บริโภคนั้นก็บอกว่า กว่า 63% ของผู้บริโภคมีพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้าจากแพคเกจจิ้งที่น่าดึงดูด และถึงแม้ว่ายุคนี้จะเป็นยุคแห่งการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันด้วยตนเองนอกเหนือไปจากการช้อปปิ้งออนไลน์อยู่ดี ดังนั้นสินค้าที่มีแพคเกจดีบอกเลยว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่าเทรนด์การออกแบบแพคเกจจิ้งสำหรับปี 2020 จะมีแนวทางไหนที่น่าสนใจกันบ้าง 1. สไตล์มินิมอลต้องมา  ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่นำไปใช้ได้เกือบทุกอย่างเลยทีเดียวสำหรับสไตล์มินิมอลนี้ และแพคเกจจิ้งที่มาในสไตล์น้อยแต่มาก เรียบแต่ดูดี ก็ยังเป็นเทรนด์ที่ใช้ได้ดีในปี 2020 นี้ เพราะจะช่วยทำให้ตัวแพคเกจนั้นดูมีความชัดเจนสะดุดตาน่าใช้ มีความเคลียร์และความคลีนเมื่อได้มอง จนอดไม่ได้ที่จะต้องซื้อติดมือมาอย่างแน่นอน 2. สไตล์วินเทจต้องมี  ถึงแม้ว่าจะเป็นปี 2020 แล้ว แต่บอกได้เลยว่าสไตล์วินเทจนั้นเป็นอมตะไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยการออกแบบที่มีความคลาสสิคผสานกับกลิ่นอายที่มีความเก่าแก่ในตัวก็ยังคงมีความสวยงามและมีความดึงดูดอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ซึ่งการออกแบบแนววินเทจนั้นนอกจากจะช่วยดึงดูดสายตาและช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันและความใส่ใจที่ได้ใส่ลงไปผ่านทางแพคเกจจิ้งได้อีกด้วย  3. งานรักษ์โลกต้องไม่พลาด ปัจจุบันกระแสของการรักษ์โลกและการดูแลสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังมาแรง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการทําแพคเกจจิ้งจะช่วยมอบภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความน่าประทับใจให้กับตัวผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ในครั้งแรกที่เห็น และจะกลายเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยทำให้โลกใบนี้ของเราปราศจากขยะและน่าอยู่มากขึ้นกว่าเดิม 4. สีสันแบบไล่เฉด เราอาจจะเคยเห็นการใช้สีสันแบบไล่เฉดกันบนโทรศัพท์มือถือกันมาบ้างแล้ว แน่นอนว่าทำให้มือถือดูหรูหราน่าใช้งานมากขึ้นเลยทีเดียว ดังนั้นการใช้สีสันแบบไล่เฉดมาใส่ลงในแพคเกจจิ้งนี้ก็จะช่วยเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับตัวผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ และนอกจากสีสันแบบไล่เฉดแล้ว การจับคู่สีอ่อนแก่ คู่สีที่มีความกลมกลืนหรือแตกต่างกัน รวมไปถึงสีขาวดำก็นำเทรนด์มาด้วยเช่นกัน   5. เน้นตัวอักษรเข้าไว้  การเลือกใช้ฟอนต์และตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดจะทำให้ผู้บริโภคดูออกได้ทันทีว่าเราขายอะไร และยังช่วยเพิ่มความแตกต่างของแพคเกจจิ้งและช่วยดึงดูดสายตาได้ดีกว่า รวมทั้งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมาผ่านทางตัวอักษรอีกด้วย  โดยภาพรวมแล้วก็เรียกได้ว่าเทรนด์ของการออกแบบแพคเกจจิ้งในปี 2020 นั้นก็จะมาในแนวที่ดูเรียบง่ายแต่ดึงดูดสายตา ที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นใครที่กำลังออกแบบแพคเกจจิ้งอยู่ก็ลองจับเทรนด์เหล่านี้ไปใส่ดู รับรองว่าต้องเป็นแพคเกจจิ้งที่โดดเด่นและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน

Read more

สีประจำปี “Classic Blue” Pantone 2020

สีประจำปี “Classic Blue” Pantone 2020

กว่า 20 ปีแล้วที่ The Pantone Color Institute™ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านสีจะคัดเลือกพร้อมทั้งประกาศสีประจำปี ที่จะส่งผลต่อสิ่งต่างๆ ของโลก ทั้งในเรื่องของการตกแต่งบ้าน อุปกรณ์ไอที สิ่งของเครื่องใช้ โลโก้ เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น เสื้อผ้า การออกแบบกราฟฟิกและอื่นๆ ที่จะมีการเน้นใช้สี Pantone ประจำปีนั้นๆ ที่ในปี 2019 สีที่ได้รับคัดเลือกเป็นสียอดฮิตอย่าง สีส้มพีชหรือสีพีช PANTONE 16-1546 Living Coral สีสไตล์พาสเทลที่กำลังมาแรงอย่างมาก และเช่นเดียวกันในปี 2020 ก็ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการหลังจากที่มีการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างละเอียดนั่นก็คือ “Classic Blue” PANTONE 19 – 4052                 “Classic Blue” PANTONE 19 – 4052 เป็นสีที่ค่อนข้างแตกต่างจาก Pantone 2019 พอสมควร โดยทางบริษัทได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ สีน้ำเงิน หรือ Classic Blue ว่าเป็นสีที่เต็มไปด้วยความรู้สึกไร้กาลเวลาท่ามกลางช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง สีน้ำเงินทีสื่อถึงความสงบและเรียบง่าย สีของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ให้ความรู้เย็นและอุ่นใจ สื่อถึงความมั่นคงและมั่นใจและซ่อนความลึกลับอยู่ภายในเอาไว้                 สำหรับสีน้ำเงินนั้น ก็ต้องบอกเลยว่าเป็นโทนสีที่มีความสงบและเย็นที่สุดในกลุ่มสี เป็นสีที่ผู้คนทั่วโลกต่างชื่นชอบกันพอสมควร ช่วยให้จิตใจได้ผ่อนคลายและรู้สึกสงบ สำหรับความหมายเฉพาะของสีน้ำเงิน ก็คือความสุขุม ความเชื่อถือ ความศรัทธา ความมีระเบียบ เอกภาพและอนุรักษ์นิยม ไปจนถึงการสร้างแรงบันดาลใจและราบรื่น โดยสีน้ำเงิน ยังเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีของร่างกาย ที่ทำให้หลายๆ คนรู้สึกผ่อนเย็นและอบอุ่นเมื่อได้มอง พร้อมทั้งแสดงถึงความเฉลียวฉลาด มีเหตุผล ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างบรรยากาศที่มีความเป็นมืออาชีพและสุขุม ซึ่งส่วนหนึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ของโลกในปี 2020 ที่เชื่อว่าจะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง และสีน้ำเงินจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นและเสริมความมั่นคงให้แก่ทั่วโลกอย่างแน่นอน                 นอกเหนือจากสีน้ำเงิน Classic Blue แล้ว เชื่อว่าในปี 2020 โทนสีที่มีความเข้มและ Deep จะมาแรงและได้รับความนิยม โดยเฉพาะ สีเขียว ที่ทั้งประเทศไทยและทั่วโลกกำลังจะปรับตัวเข้าสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เทรนด์สีเขียวเข้มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งเพื่อช่วยกระตุ้นด้านการรักษาธรรมชาติและตระหนักถึงภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลเสียอย่างหนักในช่วงเวลานี้ รวมไปถึงสีคลาสสิคต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น ในปี 2020 เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะได้รับอิทธิพลจาก Pantone 2020 Classic Blue เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งทั้งสไตล์และดีไซน์ในเรื่องต่างๆ

Read more

ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ…วันสำคัญของผู้ให้แรงงาน

ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ

เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันดีเลยทีเดียวสำหรับ วันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี วันของผู้ใช้แรงงานที่เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นผู้ให้บริการและผ่ายการผลิตที่มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งในต่างประเทศนั้นวันแรงงานจะถูกเรียกว่า วันเมย์เดย์ หรือชื่อภาษาอังกฤษ คือ May Day ว่าแล้วเราไปดูกันกว่าวันแรงงานแห่งชาติมีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง ในอดีตประเทศทางงทวีปยุโรปได้มีการกำหนดให้มีวันเริ่มต้นในการทำเกษตรกรรมฤดูใหม่ โดยถือเป็นวัน วันเมย์เดย์ ที่จะเป็นวันหยุดประจำปี ที่มีการจัดงานบวงสรวงเพื่อขอให้ผลผลิตพืชดี และขอให้ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งยังมีการจัดงานรื่นเริงต่างๆ มีการจัดงานรอบกองไฟ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ซึ่งต่อมาก็ได้มีหลายประเทศกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดตามประเพณี เพื่อที่จะเป็นการเตือนใจและรำลึกถึงผู้ใช้งานที่เป็นกำลังสำคัญในการทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ และในปี พ.ศ. 2433 ก็ได้มีกำหนดอย่างเป็นทางการให้วันที่ 1 พฤษภาคมทุกปี เป็นวันแรงงานสากล สำหรับวันแรงงานแห่งชาติในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่ได้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานประสบปัญหาอย่างหนัก และในปี พ.ศ. 2475 ก็ได้มีการบริการจัดการเกี่ยวกับการใช้แรงงาน มีการวางรากฐานนโยบายต่างๆ เพื่อที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความสัมพันธ์ของผู้ให้แรงงานและนายจ้าง ให้มีแนวโน้มที่ดีมากยิ่งขึ้น และในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 ก็ได้มีการกำหนดอย่างเป็นทางการให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันระลึกถึงแรงงานไทย และเปลี่ยนมาเป็นวันแรงงานแห่งชาติ ที่ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันดังกล่าว และมีการเฉลิมฉลองตามสมควร โดยในทุกวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีทางกรมแรงงานจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้ใช้แรงงาน มีการทำบุญตักบาตร มีการจัดแสดงนิทรรศการสำหรับให้ความรู้เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ โดยในวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยความคึกคักจากเหล่าผู้ใช้แรงงาน ที่ได้หยุดพักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการไปท่องเที่ยว การออกมารับประทานอาหาร การจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง งานรื่นเริงต่างๆ รวมถึงกิจกรรมที่ทางองค์กร ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการดูแลและสร้างความสนุกสนานให้แก่ลูกจ้าง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่ผ่อนคลาย ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เลยทีเดียว ผู้ใช้แรงงานทุกคนล้วนมีความสัมพันธ์กับประเทศในการเป็นแรงผลักดันและก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล วันแรงงานแห่งชาติจึงเป็นเสมือนวันที่แสดงให้เห็นถึงความให้เกียรติกันและกันในการทำงาน การโอกาสให้ลูกจ้างได้ท่องเที่ยวและพักผ่อน ชาร์จพลังกันอย่างเต็มที่

Read more

วันสงกรานต์…ความเป็นมาวันปีใหม่ไทย

วันสงกรานต์…ความเป็นมาวันปีใหม่ไทย เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลสำคัญของเมืองไทยเลยทีเดียวสำหรับ “วันสงกรานต์” วันแห่งความสุขในเดือนเมษายน ที่นอกจากจะได้พักผ่อนกับวันหยุดยาวอย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นวันที่คนไทยจะร่วมเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน คลายร้อนและเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมต่างๆ มากมายในสถานที่ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งการทำบุญเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย ที่จะมีการรดน้ำดำหัว ลาการไหว้ขอพรผู้ใหญ่ จัดว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญและเป็นที่ชื่นชอบของชาวไทยอย่างมากเลยทีเดียว ว่าแล้วเราไปดูประวัติของวันสงกรานต์ ที่จะทำให้คุณได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของปีใหม่ไทยกัน วันสงกรานต์ เป็นคำที่มีพัฒนามาจากคำว่า “สํ–กรานต” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่า การก้าวขึ้น และย่างขึ้น ซึ่งมีนัยความหมายคือ วันขึ้นปีใหม่ การเข้าสู่ศักราชใหม่ ซึ่งประเพณีสงกรานต์นั้นเป็นเทศกาลที่สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ เก่าแก่และเต็มไปด้วยคุณค่า ซึ่งในสมัยโบราณ คนไทยได้มีการกำหนดให้วันขึ้น 1 ค่ำ ในเดือนอ้าย ที่ตรงกับเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคม เป็นวันปีใหม่ ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ได้มีการกำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ 1 เมษายน และในปี พ.ศ. 2483 ในสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการกำหนดให้วันที่ปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 มกราคม ตรงตามหลักสากล และได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย เนื่องจากคนไทยโบราณยังคงคุ้นชินกับประเพณีและวันสำคัญดังกล่าวในเดือนเมษายน โดยในวันสงกรานต์แต่ละปีนั้นจะมีนางสงกรานต์ตามตำราโบราณ ที่ถูกกำหนดไว้ทั้งหมด 7 นาง ที่จะมีคำทำนายและความหมายที่แตกต่างเฉพาะของแต่ละนาง ประกอบไปด้วย นางทุงษะเทวี, นางรากษเทวี, นางโคราคเทวี, นางกิริณีเทวี, นางมณฑาเทวี, นางกิมิทาเทวี และ นางมโหธรเทวี ซึ่งนางสงกรานต์ในปี 2562 มีนามว่า นางทุงสะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกทับทิม อาภรณ์เป็นแก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร หัตถ์ขวาทรงจักร หัตถ์ซ้ายทรงสังข์ และเสด็จนั่งมาเหนือหลังครุฑที่เป็นพาหนะ ซึ่งวันมหาสงกรานต์จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน เวลา 15 นาฬิกา 14 นาที และ 24 วินาที สำหรับในวันมหาสงกรานต์นั้น ประชาชนชาวไทยก็จะทำการทำบุญตักบาตรในยามเช้า มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามสะอาดสะอ้าน ไปทำบุญที่วัดรวมถึงก่อพระเจดีย์ทราย และมีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รับศีลรับพรตามประเพณี มีการสรงน้ำพระพุทธรูปเพื่อกราบไว้เสริมสิริมงคลในวันปีใหม่ไทย รวมถึงการเล่นน้ำสนุกสนานตามสถานที่ต่างๆ   ขอบคุณภาพประกอบจาก : MThai photos from https://scoop.mthai.com/specialdays/1733.html D-day. photos from http://www.d-daytrendy.com/?r=post_gallery&id=605 Educatepark photos from https;//educatepark.com Shutterstoock photos from https://www.shutterstock.com/th/ กรมประชาสัมพันธ์ photos from https://www.prd.go.th/main.php?filename=index_2015

Read more

วาเลนไทน์..ทำไมต้องช็อกโกแลต

เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเฝ้ารอคอยเลยทีเดียวสำหรับ วันวาเลนไทน์ เทศกาลแห่งความรักที่อบอวนไปด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติกที่หลายๆ มักจะมอบดอกดอกไม้และของขวัญสุดพิเศษเป็นสื่อแทนใจให้แก่คนที่ตนเองรัก และหนึ่งในของขวัญยอดนิยมที่ถูกเลือกเป็นของแทนใจมากที่สุดในวันวาเลนไทน์มากที่สุดก็คือ “ช็อกโกแลต” ขนมยอดฮิตที่แฝงไปด้วยความหวานอร่อยและความหมายสุดหวานละมุน ว่าแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่าประวัติของขนมแสนอร่อยนี้กันดีกว่าว่ามีความเป็นมาอย่างไร แล้วทำไมวาเลนไทน์ต้องให้ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตกับวันวาเลนไทน์ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน เริ่มต้นที่เรื่องเล่าขานอันเป็นประวัติของวันวาเลนไทน์ เทศกาลที่ถูกจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง “นักบุญวาเลนไทน์” ในช่วงศตวรรษที่ 3 แห่งโรมัน ที่กำลังอยู่ในภาวะสงครามภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ที่ได้มีคำสั่งจากพระองค์ไม่ให้หนุ่มชาวชาวโรมันแต่งงานกัน เพื่อที่จะให้ชายชาวโรมันเป็นทหารอย่างแข็งแกร่ง ไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องของการดูแลครอบครัว ไม่มีความลุ่มหลงในเรื่องความรัก ซึ่งถ้าหากมีผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่ทั้งนี้ก็มีหญิงสาวชาวโรมันแอบจัดพิธีแต่งงานแบบลับๆ เพราะด้วยเนื่องในอานุภาพแห่งความรัก ซึ่งมีนักบุญวาเลนไทน์ทำหน้าที่ผู้ประกอบพิธีวิวาห์ให้ ซึ่งเมื่อจักรพรรดิคอลดิอุสที่ 2 ล่วงรู้ก็ได้ทรงรับสั่งให้ทำการประหารชีวิตนักบุญวาเลนไทน์ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงได้มีการกำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของปี เป็นวันที่ระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นวันแห่งความรักที่จะมีการมอบความของขวัญ การสารภาพรัก การบอกรัก ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และช็อกโกแลต ก็เป็นของขวัญแทนใจที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ในยุคนั้น เนื่องจากความรักที่เกิดขึ้นจะต้องหลบซ่อน ไม่สามารถไปพบเจอกันได้ จึงได้มีการส่งมอบของขวัญให้กันและกัน ซึ่งช็อกโกแลตก็ได้เป็นของที่มีราคาแพง ของหายากและมีคุณค่า จึงได้มีการส่งช็อกโกแลตอันเต็มไปด้วยความรักจากผู้มอบให้แก่กันนั่นเอง ซึ่งตำนานแห่งความรักนี้ก็ได้มีการสืบต่อมายาวนานจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง เรียกได้ว่า ช็อกโกแลตเป็นของขวัญแทนใจในเทศกาลแห่งความรักที่อยู่เคียงคู่กันมาอย่างยาวนาน เป็นตัวแทนแห่งความรักอันทรงคุณค่าที่มีความบริสุทธิ์ ปรารถนาดีต่อคนที่เรารัก ไม่พ่ายแพ้ให้กับอุปสรรคใดๆ ที่เข้ามา เมื่อรู้ถึงประวัติของช็อกโกแลตแล้ว ก็ทำให้กระจ่างเลยว่าทำไมวาเลนไทน์ ต้องมอบช็อกโกแลต

Read more

ความสำคัญของวันครู…16 มกรา มีที่มาอย่างไร?

16 มกราคม วันครู

วันครู เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสำคัญต่อครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยวันครูได้มีกำหนดให้จัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 เนื่องจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2548 ที่ได้มีการกำหนดให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกของคุรุสภา ที่จะมีควบคุมเกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษา การควบคุมวินัยของครู การรักษาผลประโยชน์และส่งเสริมครู พร้อมทั้งมีการจัดสวัสดิการต่างๆ ให้ครูและครอบครัวตามสมควร ในวันที่ 16 มกราคมของทุกปี ส่วนใหญ่จะมีการกำหนดให้นักเรียน นักศึกษาและครูหยุดในวันดังกล่าว ในบางแห่งจะมีการจัดกิจกรรมวันครู มีการจัดพิธีรำลึกพระคุณครูบาอาจารย์ พิธีปฏิญาณตน พร้อมงานรื่นเริง การเฉลิมฉลองและจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติสำหรับครู ที่จะมีลักษณะการจัดงานที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสถานที่ โดยจุดประสงค์ในการก่อตั้งวันครูนั้น ก็เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นพ่อพิมพ์และแม่พิมพ์ของชาติ คอยดูแลและสั่งสอน ให้ความรู้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ให้นักเรียนเติบโตมาอย่างมีคุณธรรม เป็นคนดีที่มีความรู้ความสามารถ ดังนั้น ครูจึงเป็นบุคคลที่ควรให้เกียรติและความเคารพ ระลึกถึงพระคุณ และมีความสำคัญอย่างมากในการศึกษา การเสริมสร้างด้านวิชาการและช่วยให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่ดี โดยในวันครูของทุกปี ทางคุรุสภาจะมีการจัดประชมสามัญคุรุสภา ที่จะเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากครูทั่วประเทศไทย มาพูดคุยและแถลงผลงานในปีที่ผ่านมา พร้อมสอบถามเรื่องราวปัญหาต่างๆ เพื่อที่จะนำไปพัฒนา ไขข้องใจและสงสัยรวมถึงเป็นเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจให้แก่ครูทั่วประเทศ เพื่อนำไปต่อยอดให้แก่เหล่านักเรียนและคุรุสภา วันครู เรียกได้ว่าเป็นที่มีความสำคัญอย่างมากในการเป็นสื่อกลางระหว่างประชาชนและครูบาอาจารย์ให้มีความเข้าใจอันดีต่อกันและกัน ช่วยส่งเสริมความรักและความสามัคคีของครูในองค์กรและเหล่านักเรียน อีกทั้งยังเป็นวันที่ได้รำลึกถึงความสำคัญของครูที่เต็มไปด้วยคุณงามความดี เป็นผู้เสียสละและทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน ชาติและบ้านเมือง สำหรับในวันที่ 16 มกราคมนั้นอย่าลืมที่จะหาเวลาว่างไปเยี่ยมเยียน พบปะ หรือรำลึกถึงครูบาอาจารย์ที่คอยอบรมสั่งสอนเราตั้งแต่ยังเด็กจนโต เป็นบุคคลที่คอยให้ความเอาใจใส่ คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ความรู้ ให้ประสบการณ์และความรักความเมตตา โดยมีจุดประสงค์อย่างหนึ่งคือการเห็นลูกศิษย์เติบโตมาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่ง เป็นคนดี มีความสามารถและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมั่นคง

Read more

5 ที่เที่ยววันเด็กเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้

วันเสาร์ที่ 2 ในเดือนมกราคมของทุกปี เรียกได้ว่าเป็นวันที่เด็กๆ ทุกคนต่างรอคอยเลยทีเดียว เพราะเป็น “วันเด็ก” ช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ พร้อมทำกิจกรรมสนุกสนานมากมาย ได้เพลิดเพลินไปกับการกินของอร่อยๆ อีกทั้งยังได้ใช้เวลาในวันหยุดกับครอบครัวและเพื่อนๆ อีกด้วย สำหรับใครที่กำลังวางแผนพาเจ้าตัวน้อยไปท่องเที่ยว เรามีคะแนะนำดีๆ กับ 5 ที่เที่ยววันเด็กเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ ที่นอกจากจะสนุกอย่างเต็มที่แล้วยังได้ความรู้และทำกิจกรรมเสริมพัฒนาการอีกด้วย 1. หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในทุกวันเด็กของแต่ละปี หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของเด็กๆ และครอบครัวที่จะมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เตรียมไว้ต้อนรับโดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชื่นชอบศิลปะ ที่จะมีพื้นที่ให้น้องๆ ได้เล่นและทำกิจกรรมมากมาย ทั้งฐานกิจกรรมต่างๆ พื้นที่สำหรับการประดิษฐ์ การทดลองการผจญภัย การเล่นศิลปะ รวมถึงการแสดงต่างๆ ทั้งด้านละครพื้นบ้าน ละครใบ้ ละครเพลงและดนตรีสด 2. มิวเซียมสยาม เพลิดเพลินไปกับงานวันเด็กสไตล์ไทยๆ ที่มิวเซียมสยาม ซึ่งจะมีการจัดงานวันเด็กทุกปี มีการจำลองประเพณีและจัดนิทรรศการต่างๆ ของไทยให้น้องๆ ได้ร่วมสนุกกันอย่างเต็มที่ ที่นอกจากจะได้ความรับความเพลิดเพลินแล้วยังได้พัฒนาทักษะในด้านต่างๆ และมีสาระอย่างมากอีกด้วย 3. กองทัพอากาศไทย เป็นที่เที่ยววันเด็กที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับ งานวันเด็กที่ ฝูงบิน 601 ณ กองบิน 6 กองทัพอากาศ ดอนเมือง ที่จะมีการจัดแสดงภาคอากาศของท่าอากาศยานในประเภทต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้กันอย่างใกล้ชิด ตื่นตาตื่นใจและสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ 4. ทำเนียบรัฐบาล ที่เที่ยววันเด็กยอดฮิตที่จัดขึ้นเป็นประจำของทุกปีสำหรับ ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ณ ตึกภักดีบดินทร์และตึกไทยคู่ฟ้า ที่นอกจากเด็กๆ จะได้เพลิดเพลินและตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของทำเนียบรัฐบาลแล้ว ที่แห่งนี้ยังมีกิจกรรมสนุกสนานที่เต็มไปด้วยความรู้เตรียมไว้ให้กับน้องๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมเสริมความรู้ การแสดงดนตรีและการเต้น การทดลองอ่านข่าว และอื่นๆ อีกมากมาย 5. สวนหลวง ร.9 ในวันเด็กแต่ละปี ทางมูลนิธิเอสซีจี จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อวันเด็ก ณ สวนหลวง ร.9 ที่จะมีเปิดพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ มากมายให้คุณพ่อคุณแม่พาน้องๆ มาร่วมสนุก ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ทั้งการเล่านิทานและอ่านหนังสือภายในสวน ที่รับรองเลยได้อะไรมากกว่าความสนุกแน่นอน และนี่ก็เป็น 5 ที่เที่ยววันเด็กยอดฮิตของเมืองไทย ที่ไม่ใช่ได้แค่เพียงความสนุกเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมทักษะด้านการเรียนรู้และจินตนาการ เต็มไปด้วยสาระและความประทับใจอย่างแน่นอน   ขอบคุณภาพจาก : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร photos from https://pantip.com/topic/37852380 มิวเซียมสยาม photos from https://www.springnews.co.th/pr/325733 , http://campaign.edtguide.com กองทัพอากาศไทย photos from https://pantip.com/topic/36167813 , http://thaidefense-news.blogspot.com/2018/01/2561_13.html ทำเนียบรัฐบาล photos from https://news.mthai.com/politics-news/298183.html, http://www.thaigov.go.th/ สวนหลวง ร.9 photos from กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, Thailand Festival

Read more

ประวัติซานตาคลอส…คุณลุงชุดแดงในเทศกาลแห่งความสุข

ประวัติซานตาคลอส...คุณลุงชุดแดงในเทศกาลแห่งความสุข

           ใกล้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขที่หลายคนรอคอยแล้วสำหรับเทศกาลคริสต์มาส ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ที่นอกจากจะตื่นตาตื่นใจไปกับการประดับแสงสีสวยงาม การตกแต่งต้นคริสต์มาส การเฉลิมฉลองท่ามกลางอากาศหนาวเย็นแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาของคุณลุงใจดีเคราขาว สวมชุดสีแดงพุงพลุ้ยที่แบกถุงของขวัญขนาดใหญ่ ปรากฏกายพร้อมกับกวางเรนเดียร์ เพื่อนำของขวัญไปแจกจ่ายให้กับเด็กๆ ซึ่งนั่นก็คือคุณลุง “ซานตาคลอส” ที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งวันคริสต์มาสเลยทีเดียว ทั้งนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าที่จริงแล้วซานตาคลอสคือใครกันแน่ แล้วมีประวัติความเป็นมาอย่างไร เราไปค้นหาคำตอบกันเลย สำหรับประวัติซานตาคลอสนั้น ตามตำนานเล่าว่า ซานตาคลอส มีชื่อว่านักบุญหรือเซนต์ นิโคลัส ที่เริ่มต้นในราวๆ ศตวรรษที่ 4 ท่านเป็นสังฆราชแห่งเมืองไมราช โดยในวัยเด็ก นิโคลัส ต้องเผชิญกับปัญหาและความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของตุรีที่มีชาวโรมันเป็นผู้ปกครองและมีการกดขี่ข่มเหงชาวคริสเตียน ซึ่งหลังจากที่พ่อแม่ของ นิโคลัส ได้เสียชีวิตลงเขาก็ได้รับทรัพย์สมบัติอันเป็นมรดกจากท่านมากมาย จุดเริ่มต้นความใจดีของ เซนต์ นิโคลัส เริ่มต้นในวันหนึ่งที่เขาเกิดความสงสารครอบครัวของเด็กหญิงผู้ยากจนคนหนึ่ง และมอบถุงเงินลงไปในปล่องไฟที่ตกลงไปในถุงเท้าของเด็กหญิง จนสืบทราบว่าคนใจดีคนนั้นคือ นิโคลัส ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าเป็นนักบวช และขึ้นเป็นสังฆราชของเมืองไมรา พร้อมประกอบศาสนกิจอย่างตั้งใจและอุทิศตนให้กับคริสต์ศาสนาอย่างเต็มที่ จนชื่อเสียงของท่านถูกพูดถึงไปทั่ว ซึ่งท่านได้มรณภาพในวันที่ 6 ธันวาคม ประมาณ ค.ศ. 340 ที่เหล่าคริสต์ศาสนิกชนได้ทำการสร้างโบสถ์สำหรับบรรจุศพของท่านซึ่งได้มีปรากฏการณ์สุดอัศจรรย์ คือน้ำมนต์ หรือที่เรียกว่า “มานนา” ไหลออกจากกระดูกของ เซนต์ นิโคลัส  ซึ่งหลังจากนั้นชาวเมืองบารี เมืองในประเทศอิตาลี ก็ได้มีการโจรกรรมกระดูกของท่านไปยังเมืองบารี เพื่อที่จะสร้างสิ่งดึงดูดให้กับเมืองของพวกเขา และก็ได้มีน้ำมนต์ไหลออกจากกระดูกของเซนต์ นิโคลัส เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสามารถนำไปรักษาโรคได้อย่างเห็นผลจริงอีกด้วย ต่อมาในทุกวันที่ 6 ธันวาคมของทุกปีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ชาวเมืองฝรั่งเศสก็ได้กำหนดให้เป็น วันเซนต์ นิโคลัส ที่จะมีการนำถุงเท้าใส่ขนม อาหารและของขวัญไปแขวนยังหน้าบ้านของผู้ยากจนเหมือนดั่งที่ท่านเคยทำ กลายเป็นประเพณีที่สืบต่อกันอย่างแพร่หลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนที่จะมีการรวมวันคริสต์มาสเข้ากับวันเซนต์ นิโคลัส  หลังจากนั้น “โธมัส นาสต์” จิตรกรชื่อดังก็ได้วาดภาพซานตาคลอสเป็นลักษณะชายแก่เคราขาวรูปร่างอ้วนสวมใส่ชุดเสื้อผ้าสีแดง มีกวางเรนเดียร์คอยลากยานพาหนะ ปรากฏตัวในคืนวันคริสต์มาส เพื่อที่จะมอบของขวัญทางปล่องไฟให้แก่เด็กๆ ซานตาคลอสและเทศกาลวันคริสต์มาส เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเมตตา ความใจดีและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ อันเป็นตำนานที่ไม่วันหายไป

Read more

Pantone ประกาศให้ “Living Coral” เป็นสีแห่งปี 2019

Pantone ประกาศให้ “Living Coral” เป็นสีแห่งปี 2019

Pantone  ประกาศให้  “Living Coral” เป็นสีแห่งปี 2019  เป็นระยะเวลากว่า 19 ปีที่ The Pantone Color Institute™ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านสีจะทำการคัดเลือกและประกาศสีที่มีอิทธิพลประจำปีนั้นๆ ที่จะส่งผลต่อสิ่งต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ โลโก้ อุปกรณ์ไอที สิ่งของเครื่องใช้และอื่นๆ ซึ่งในปี 2019 สีที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสีประจำปี ก็คือ PANTONE 16-1546 Living Coral ที่จะเป็นสีพีชหรือสีส้มพีช ที่ออกแนวพาสเทล ซึ่งถือว่าเป็นสีที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตลอดปี 2018 ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายว่าสี Living Coral จะกลายเป็นสีประจำปี 2019   สี Living Coral เป็นสีที่มีความแตกต่างจากสี Pantone ประจำปี 2018 อย่าง สีม่วง UltraViolet เป็นอย่างมาก โดยทาง Pantone ได้เผยถึงความหมายของสี Living Coral ที่จะให้ความรู้สึกสดใส สนุกสนาน เป็นสีที่ให้พลังงานเชิงบวก ร่าเริงแจ่มใสพร้อมแสดงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงถึงธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากนี้ทางผู้บริหารของ Pantone ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ในปัจจุบันนี้โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงและมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันเข้าหาธรรมชาติ ให้ความตระหนักและสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่จะมีอิทธิพลต่อปี 2019 เป็นอย่างมาก   นอกจากนี้ชื่อของสี Living Coral ยังสอดคล้องกับปะการัง สิ่งมีชีวิตใต้น้ำ ความงามแห่งท้องทะเลที่เป็นตัวแทนของความสดใส ร่าเริง การมองโลกในแง่ดี มีความสำคัญกับสัตว์ทะเลที่ควรแก่การดูแลรักษาอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างมาก และสี Living Coral  ก็เป็นสีที่แสดงถึงความมีชีวิตชีวาและสนุกสนานของ Social Media อีกทั้งยังเป็นสีที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองและโลกที่มีความดุเดือดและขัดแย้ง Living Coral จะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ให้ความรู้สึกเชิงบวกแก่ผู้สัมผัส   สำหรับการคัดเลือกสีประจำทางทีมงานของ Pantone จะทำการศึกษาและวิเคราะห์ความนิยมของอุตสาหกรรมเพื่อที่จะได้ Pantone Color of the Year ซึ่งก็จะมีทั้งอุตสาหกรรมการคมนาคมภาพยนตร์ศิลปินศิลปะดีไซน์ในด้านต่างๆแฟชั่นสภาวะของสังคมไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดียที่กำลังได้รับความนิยมรวมถึงผิวสัมผัสที่จะส่งผลต่อสีและเทคโนโลยีใหม่ๆ    ทั้งนี้หลายคนก็เข้าใจว่าการคัดเลือก Pantone Color of the Year สีประจำปีของ Pantone เป็นสีที่จะส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมต่างๆเป็นการคาดการณ์อนาคตแต่ที่จริงแล้วสีประจำปีเป็นการคัดเลือกสิ่งที่สะท้อนถึงเรื่องราวเหตุการณ์นั้นๆและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบันเหมือนดั่งสี Living Coral ที่ในปีที่ผ่านมานั้นสีพีชนี้ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมด้านต่างๆมากมายพร้อมทั้งสื่อถึงช่วงเวลาในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

Read more

พระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9

พระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ-ของในหลวงรัชกาลที่-๙

พระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 วันที่ 5 ธันวาคม เรียกได้ว่าเป็นวันสำคัญของประชาชนชาวไทยทุกคนอันเนื่องมาจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงครองราชย์และทรงงานอย่างหนักเพื่อดูแลพสกนิกรชาวไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ นอกจากนี้ท่านยังเต็มไปด้วยความปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ มากมาย อันเป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างที่ดีในการเรียนรู้ให้แก่ชาวไทยทุกคน   1. พระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี พระปรีชาสามารถทางด้านดนตรีของในหลวงรัชกาลที่  9 เป็นที่ประจักษ์และเลื่องลือไปทั่วโลก ท่านทรงเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์และทรงเครื่องดนตรีได้เชี่ยวชาญหลากหลายประเภท เช่น กีตาร์ แซกโซโฟน คลาริเน็ต เปียโน และทรัมเป็ต อีกทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงด้วยพระองค์เองได้หลายเพลงและทรงสนับสนุนการศึกษาเรื่องดนตรีไทยเพื่ออนุรักษ์ให้อยู่คู่กับประเทศสืบต่อไป   2. พระอัจฉริยภาพทางด้านถ่ายภาพ พระองค์ท่านทรงโปรดการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ท่านสามารถคำนวณการวัดแสงของภาพถ่ายในสมัยที่ยังไม่เครื่องวัดแสงในตัวด้วยพระองค์เองได้อย่างแม่นยำ ท่านทรงเชี่ยวชาญในด้านการอัดขยายภาพถ่ายสีและภาพขาวดำ รวมถึงการล้างฟิล์ม ทรงประดิษฐ์แผ่นกรองแสง อีกทั้งยังทรงถ่ายภาพด้วยพระองค์เองอยู่เสมอทั้งภาพบุคคลใกล้ชิดและเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร   3. พระอัจฉริยภาพทางด้านกีฬา พระองค์ทรงโปรดการเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ฮอกกี้น้ำแข็ง การยิงปืน ว่ายน้ำ สกีหิมะ สกีน้ำ แบดมินตัน และเรือกรรเชียง ทรงศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียดเกี่ยวกับกีฬาแต่ละชนิดและทรงฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะกีฬาเรือใบ ทรงเคยชนะเลิศการแข่งขันเรือใบ ในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 อีกด้วย 4. พระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะ พระองค์ท่านทรงปรีชาสามารถในด้านของการงานจิตรกรรมเป็นอย่างมาก ท่านได้ทรงศึกษาขั้นตอนในการเขียนภาพ การผสมสี การใช้สี และเทคนิคต่างๆ อย่างละเอียดทั้ง ภาพเสมือนจริง ภาพแบบนามธรรม และ คตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์และทรงงานวาดภาพอยู่เสมอเมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจ   5. พระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาและวรรณกรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระปรีชาสามารถในด้านภาษาเป็นอย่างมาก ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมันและภาษาฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทรงสนพระราชหฤทัยในการใช้ภาษาและภาษาสันสกฤตอย่างละเอียด พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือไว้หลายเรื่อง   6. พระอัจฉริยภาพทางด้านการเกษตรและชลประทาน พระองค์ท่านทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาเรื่องการกั้นน้ำและสร้างเขื่อนตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงมีพระราชดำริมากมายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาป่าไม้ แหล่งน้ำและดิน รวมถึงพระราชทานพระราชดำริอันเนื่องมาจากพระอัจฉริยภาพของพระองค์อย่าง “ทฤษฎีใหม่”แนวทางเกษตรที่ยั่งยืนรวมถึง แนวทางการดำรงชีวิตที่มั่นคงและพึ่งพาตัวเองได้อย่าง “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายประเทศและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง   นี่เป็นแค่เพียงพระอัจฉริยภาพบางส่วนของพระองค์ท่านเท่านั้น เพราะในตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ ประเทศไทยได้มีการพัฒนาในด้านต่างๆ มากมายที่ถึงแม้ว่าระยะเวลาผ่านไปนานแค่ไหน พสกนิกรยังคงรำลึกถึง  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร อยู่เสมอ

Read more

วันเข้าพรรษา ที่มาและความหมายของการจำพรรษาหน้าฝนตลอด 3 เดือน

วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา ที่มาและความหมายของการจำพรรษาหน้าฝนตลอด 3 เดือน วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (27 กรกฎาคม 2561- วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8)  ถือได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย มีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน วันเข้าพรรษาจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8  และ ออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ที่หลายคนจดจำได้จากวันที่มีบั้งไฟพญานาค) โดยในปี้นี้วันเข้าพรรษา คือวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2561 และวันออกพรรษา คือวันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561   ทำไมจึงต้องมีการเข้าพรรษา   วันเข้าพรรษา คือ “การจำพรรษาในฤดูฝน” ในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงวางระเบียบเรื่องการเข้าพรรษาไว้ แต่การเข้าพรรษานั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวกปฏิบัติกันมาโดยปกติ เนื่องด้วยพุทธจริยาวัตรในอันที่จะไม่ออกไปจาริกตามสถานที่ต่าง ๆ ในช่วงฤดูฝนเพราะการคมนาคมมีความลำบาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ในช่วงต้นพุทธกาลมีจำนวนน้อยและส่วนใหญ่เป็นพระอริยะบุคคล จึงทราบดีว่าสิ่งใดที่พระสงฆ์ควรหรือไม่ควรกระทำ   ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มากขึ้น และด้วยพระพุทธจริยาที่พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงบัญญัติพระวินัยล่วงหน้า ทำให้พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ทรงบัญญัติเรื่องให้พระสงฆ์สาวกอยู่ประจำพรรษาไว้ด้วย จึงเกิดเหตุการณ์กลุ่มพระสงฆ์ ฉัพพัคคีย์ พากันออกเดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่าง ๆ โดยไม่ย่อท้อทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ทำให้ชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาไม่ยอมหยุดพักสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่นักบวชในศาสนาอื่น พากันหยุดเดินทางในช่วงฤดูฝน การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงได้วางระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เป็นเวลา 3 เดือน นั่นเอง   (พระฉัพพัคคีย์ หมายถึง กลุ่มสหายชาวกรุงสาวัตถีรวม ๖ คน มาบวชเพื่อหาลาภ ได้ก่อกรรมต่าง ๆ เป็นเหตุให้พระบรมศาสดาต้องบัญญัติพระวินัยมากมาย)   วันเข้าพรรษาทำอะไรดี   “การจำพรรษาในฤดูฝน” เป็นที่มาของคำว่า “พรรษา” ที่ใช้ในการจำพรรษาคือวิธีการจำนวนปีที่พระภิกษุสงฆ์ไทยได้เป็นพระภิกษุสงฆ์ โดยนับตามรอบฤดูฝนที่เวียนมาจนสิ้นสุดฤดู ซึ่งชายไทยหลายคนได้ใช้โอกาสช่วงเข้าพรรษานี้ เดินหน้าเข้าสู่ทางธรรมบรรพชาเป็นพระภิกษุสงฆ์ในวันเข้าพรรษา โดยจำพรรษาอยู่ในวัดวาอารามจนสิ้นสุดฤดูฝนในวันออกพรรษา นับเป็น 1 พรรษา ตามความเชื่อที่ว่า “ลูกผู้ชาย ควรมีซักครั้งในชีวิตที่ได้บวชทดแทนคุณพ่อแม่ซัก 1 พรรษา” โดยเชื่อกันว่าการเข้าบวชและอยู่จำพรรษาในช่วงเวลานี้นี้จะได้รับอานิสงส์สูง ชาวบ้านจึงเรียกการบวชในช่วงเข้าพรรษานี้ว่า “บวชเอาพรรษา”   ในฟากฝั่งของพุทธศาสนิกชน หลายยึดถือเอาช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ควรประพฤติปฏิบัติความดี บำเพ็ญกุศล ซึ่งจะแต่ละท้องถิ่นจะมีประเพณีเข้าพรรษาแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อที่สืบต่อกันมา แต่ประเพณีเข้าพรรษาที่ทุกท้องที่ปฏิบัติร่วมกันให้หลายภูมิภาคก็คือ ประเพณีถวายเทียนพรรษา และ ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน   ประเพณีถวายเทียนพรรษาแก่พระสงฆ์ มีจุดประสงค์เพื่อให้พระสงฆ์ตามวัดวาต่าง ๆ ได้ใช้จุดบูชาตามอารามและเพื่อถวายให้พระสงฆ์สามเณรนำไปจุดเพื่ออ่านคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในระหว่างเข้าจำพรรษา ถือเป็นเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งในการให้ทานด้วยแสงสว่าง โดยในปัจจุบันแม้จะยังคงมีประเพณีถวายเทียนพรรษาอยู่ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จึงปรับเปลี่ยนมาถวายอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่าง หรือ ถวายปัจจัยค่าน้ำค่าไฟให้กับวัดแทน นับว่าได้บุญตรงวัตถุประสงค์การให้เหมือนเดิม   ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน หรือ ผ้าวัสสิกสาฏก แก่พระสงฆ์ก่อนเข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์นำไปใช้สรงน้ำฝนในพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าเปลี่ยนสำหรับสรงน้ำฝนของพระสงฆ์ เป็นผ้าลักษณะเดียวกับผ้าสบง แต่ช่วงหน้าฝนของการจำพรรษาในสมัยก่อนนั้น พระสงฆ์ที่มีเพียงสบงผืนเดียวจะอาบน้ำฝนจำเป็นต้องเปลือยกาย ทำให้ดูไม่งามและเหมือนนักบวชนอกศาสนา นางวิสาขามหาอุบาสิกาจึงคิดถวาย “ผ้าวัสสิกสาฏก” เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยนกับผ้าสบงปกติ จนเป็นประเพณีทำบุญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน   สำหรับประเทศไทยของเราที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปีเป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนงดดื่มสุราตลอด 3 เดือนช่วงเข้าพรรษานี้ โดยคาดหวังให้นำไปสู่การลด ละ เลิกดื่มสุรา ได้อย่างถาวร โดยเป็นแคมเปญใหญ่ของทุกปีที่เราเรียกกันติดปากว่า เทศกาลพักตับ “งดเหล้า เข้าพรรษา”   ซึ่งมีผลการสำรวจออกมาแล้วว่า การงดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษา ประหยัดเงินเฉลี่ยได้คนละ 1,857.30 บาท หรือรวมแล้วกว่า 31,574 ล้านบาท นับเป็นเงินจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว นอกจากนี้การงดดื่มเหล้ายังช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รัฐบาลจึงไม่ต้องแบกรับภาระในการรักษาพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ ทำให้สามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาในด้านอื่นๆ   เข้าพรรษาปีนี้ นอกจากออกไปทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพล ฟังพระธรรมเทศนา กรวดน้ำอุทิศกุศล ปฏิบัติธรรม ปล่อยนกปล่อยปลา และร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถแล้ว อย่าลืม พักตับด้วยการ “งดเหล้า เข้าพรรษา” กันด้วยนะคะ

Read more

วันอาสาฬหบูชา มีความสำคัญอย่างไรต่อพุทธศาสนา

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา ประวัติความเป็นมาและความสำคัญต่อพุทธศาสนา  วันอาสาฬหบูชาปีนี้ ตรงกับวันศุกร์ที่  27 กรกฎาคม 2561  โดยจะกำหนดจากวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุก ๆ ปี ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน คำกว่า “เดือน 8 สองหน”  คืออะไร  คำนี้เกิดมาจากการคำนวณวันตามปฏิทินแบบ “จันทรคติ” (ปัจจุบันพวกเราใช้สุริยะคติกันอยู่นะคะ) ปฏิทินจันทรคติจะใช้วิธีการนับเดือนจากพระจันทร์เต็มดวง (ข้างขึ้นและข้างแรมรวมกัน) 1 รอบจันทร์เต็มดวงเท่ากับ 1 เดือน ซึ่ง 1 เดือนจะตามรอบจันทร์เต็มดวงคือ 29.5 วัน พอครบ 12 เดือน รวมกัน อ้าว งานเข้า จำนวนวันที่ได้คือ 354.37 วัน ซึ่งน้อยกว่า วันโคจรของพระอาทิตย์ใน 1 รอบปี (365วัน) พอสะสมกันนานๆ เข้า 3 ปี เอ้า! หายไป 33 วัน ก็เท่ากับหายไป 1 เดือนเลย และปีที่ 3 นี้เอง ที่เราจะเรียกว่า “ปีอธิกมาส” นักปราชญ์โบราณได้สรุปการแก้ไขปัญหาปฏิทินจันทรคติไว้ดังนี้คือ ปีปรกติ (ปรกติวาร)มี 354 วัน (เพื่อแก้ปัญหา 1 เดือนมี 29.5 วัน) แบ่งออกเป็น ….เดือนคู่ มี 30 วัน   แบ่งเป็น ข้างขึ้น15 ข้างแรม 15 ….เดือนคี่ มี 29 วัน  แบ่งเป็น ข้างขึ้น15 ข้างแรม 14 ปีอธิกวาร มี 355 วัน (เพื่อแก้ปัญหา เศษวันที่ขาดไปอีก 3.5 วัน) ….บวก 1 วันให้เดือน 7 เพิ่มอีก 1 วัน กลายเป็น 30 วัน แบ่งเป็น  ข้างขึ้น15 วัน ข้างแรม 15วัน ปีอธิกมาส มี 384 วัน (เพื่อแก้ปัญหา เดือนขาดไป 1 เดือน โดยสะสมมาจาก 3 ปีก่อน) ….เพิ่มเตือน8 หนที่ 2 และถ้าหากปีไหนเพิ่มเดือน 8 แล้ว ก็ไม่ต้องไปบวกวันให้เดือน 7 อีก ดังนั้นทุกๆ 2-3 ปี จึงต้องเพิ่มเดือนจันทรคติเข้าไปอีก 1 เดือน โดยให้เพิ่มที่เดือน 8 มีสองครั้ง เรียกว่าเดือน “แปดหน้าและแปดหลัง” หรือ “แปดสองหน” และให้ไปเริ่มเข้าพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ ของเดือนแปดหลังแทน [ เกร็ดความรู้ : ปัญหาปีอธิกมาสนี้เอง ทำให้บางปีประเทศไทยเราเป็นประเทศเดียวในโลก ที่จัดวันวิสาขบูชาไม่ตรงกับประเทศอื่นๆเลย ] วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5 ปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย  โกณฑัญญะ, วัปปะภัททิยะ, มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา (เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นชื่อเรียกวิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาลยุคต้นๆ โดยพระพุทธเจ้าทรงประทานให้ด้วยพระองค์เอง โดยการตรัส) พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า “วันพระธรรม” หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ “วันพระสงฆ์” คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และจัดว่าเป็น”วันพระรัตนตรัย” อีกด้วย หากกล่าวโดยสรุปอ้างอิงตามประกาศสำนักสังฆนายก เรื่อง กำหนดพิธีอาสาฬหบูชาลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2501 สรุปได้ 4 เหตุกการณ์สำคัญดังนี้ วันอาสาฬหบูชาเป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาพุทธ เป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ในวันอาสาฬหบูชาพุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวันจะมีการบำเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เช่น ไปวัดรับศีล งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) ฟังพระธรรมเทศนา ทำวัตรสวดมนต์ก่อนจะไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ในเวลาประมาณ 20.00น. เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณพระรัตนตรัย และสืบทอดประเพณีอันงดงามต่อไป

Read more

ประวัติความเป็นมาและกิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันวิสาขบูชา

บทความ_วันวิสาขบูชา 2

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน โดยตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ส่วนใหญ่จะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือเดือนมิถุนายนของทุกปี แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาสหรือมีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 7 หรือประมาณเดือนมิถุนายนแทน ซึ่งในปี พ.ศ. 2561 นี้ก็จะตรงกับวันอังคารที่ 29 เดือนพฤษภาคมค่ะ ในวันวิสาขบูชานี้ เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ 3 ประการซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ วันที่พระพุทธเจ้าประสูติ เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีในพระเจ้าสุทโธทนะแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่ใกล้มีประสูติกาล พระนางได้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ตามประเพณีในสมัยนั้นที่นิยมกลับไปคลอดบุตรในตระกูลของฝ่ายมารดา ซึ่งเมื่อพระนางสิริมหามายาได้ทรงแวะพักผ่อนใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน ก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี และเมื่อพระกุมารประสูติได้ 5 วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” ซึ่งแปลว่า “สมปรารถนา” เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ภายหลังการประสูติ อสิตดาบส 4 ผู้อาศัยอยู่ในอาศรมเชิงเขาหิมาลัย และมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ ดาบสจึงเดินทางไปเข้าเฝ้า และกล่าวพยากรณ์ว่า “พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักรพรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย” แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นก็ทรงรู้สึกอัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปีติ ถึงกับทรุดพระองค์ลงอภิวาทพระราชกุมารตามอย่างดาบสด้วย และหลังที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกผนวชได้ 6 ปีก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี สิ่งที่ตรัสรู้ คือวิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นเวลานานถึง 45 ปี จวบจนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี และทรงประชวรอย่างหนักและได้มุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน โดยเมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้นเอง ในวันวิสาขบูชาก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติดังนี้ ทำบุญตักบาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ เจ้ากรรมนายเวร จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล 5 หรือศีล 8 เว้นจากการทำบาป ทำแต่ความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ แผ่เมตตาให้แก่สัตว์ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ นำดอกไม้ ธูปเทียน ไปเวียนเทียนที่วัดเป็นพุทธบูชา เมื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาและกิจกรรมต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในวันวิสาขบูชากันแล้ว ยังไงก็อย่าลืมชวนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือคนที่คุณรักไปร่วมกิจกรรมกันในวันวิสาขบูชากันนะคะ

Read more

ขอน้อมจิตวันทาบูชาครู

วันครู 2561

เช้าวันอังคารที่ 16 มกราคม ตื่นมาด้วยความสงสัย เอ๊ะ!! วันนี้เป็นวันหยุดหรือเปล่านะ เส้นบางๆ ระหว่างการคิดว่าตัวเองเป็นเด็กนักเรียน หรือเกียจคร้านในการงาน แต่จะว่าไปหลายคนคงอยากกลับไปเป็นเด็กนักเรียน เพราะด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยังไม่มาก มีเพียงขยันหมั่นเพียรและเรียนหนังสือ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ต้องต่อสู้ชีวิต ไม่มีเรื่องให้คิดมากมากวนใจ มีเพื่อนสนุกสนานเฮฮาตามประสาเด็ก แต่ในความสนุกสนานนั้น ยังมีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ต้องคอยประคับประคอง ดูแลเด็กๆ เหล่านั้นด้วยความเมตตาและกรุณา พอนึกออกใช่ไหมคะว่าใคร   “ ครู ”   หากถามว่ามีใครอยากจะประกอบสัมมาอาชีพนี้บ้าง คงจะเบือนหน้ากันเป็นแถว เพราะถ้านึกถึงวีรกรรมอันสุดแสบในวัยเรียน เช่น เอาขนมไปกินใต้โต๊ะ ชวนเพื่อนคุยเวลาเรียน ไม่ส่งการบ้าน แอบรุนแรงไปจนถึงมีปากเสียงกับรุ่นพี่จนถึงขั้นต้องพบอาจารย์ฝ่ายปกครอง เพียงแค่นี้ก็รู้สึกขนลุก กรรมต้องตามสนองอย่างแน่นอนในไม่ช้าหากจะเดินสายอาชีพครู เพราะความหมายแฝงในตัว ครู มาจากคำว่า คะ-รุ แปลว่า หนัก อันหมายถึง ความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่จะทำหน้าที่สั่งสอนศิษย์ให้เติบโตเป็นทั้งผู้มีความรู้ ควบคู่กับการมีคุณธรรม ไม่ต่างจากความหมายในภาษาอังกฤษ ที่แยกอักษรตามคำว่า Teacher   T- Teach   E- Example  A- Ability  C- Characteristic  H- Health   E- Enthusiasm   R- Responsibility   T- Teach ครูต้องทำหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนศิษย์ คอยเจียระไนเพชรให้ทุกเหลี่ยมมีความวับวาว สมกับที่เป็นเพชร เสมือนให้ศิษย์ได้เห็นคุณค่าของตน และทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น E- Example ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน ดังนั้นครูจำต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์ A- Ability ครูจักต้องเป็นผู้มีความสามารถ เพื่อนำความรู้ไปสั่งสอนศิษย์ให้เป็นผู้มีความคิด มีเหตุมีผล มีความคิดสร้างสรรค์ C- Characteristic ครูจะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ เป็นผู้มีคุณงามความดี H- Health นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ครูจำเป็นต้องมีสุขภาพจิตที่ดี มีจิตใจเมตตาและหวังดีต่อศิษย์ E- Enthusiasm ครูจักต้องเป็นผู้มีความกระตือรือร้น ยิ่งในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี R- Responsibility ความรับผิดชอบนี้ความหมายรวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคนดีให้กับสังคม ครู ถือเป็นผู้เสียสละ   ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบดังที่กล่าวไปในข้างต้น เมื่อปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติศักดิ์ จึงได้มีคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า “ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า วันครู ควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพสักการะต่อวันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”   คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้ วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็น “วันครู” เพื่อให้รำลึกถึงพระคุณครู ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ อำนวยความสำเร็จให้เกิดขึ้นในชีวิต และมิใช่เพียง “ครู” ที่สวมใส่ชุดสีกากีเท่านั้น ผู้ที่ให้ความรู้คอยอบรมสั่งสอนวิชาชีวิต ให้เราได้ดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ก็ถือเป็นครูเช่นเดียวกัน   ในโอกาสนี้ Graphic Buffet ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้คุณครูทุกท่าน จงประสบแต่ความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีพลังที่เข้มแข็ง และเบิกบานจิตใจ   …ก่อนจะนอนสวดมนต์อ้อนวอนทุกที ขอกุศลบุญบารมี ส่งเสริมครูนี้ให้ร่มเย็น ^^                      

Read more
Send this to a friend