Digital Legacy: จัดการ Social Account หลังความตาย

ในยุคดิจิทัลอย่างเช่นปัจจุบันนี้ เชื่อได้ว่าหลาย ๆ คนต่างก็มีบัญชีสำหรับใช้งาน Social Media ต่าง ๆ รวมไปถึงบัญชีที่เอาไว้สำหรับสร้างรายได้ผ่านโลกออนไลน์ รวมไปถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์อย่างเช่น อีแบงค์กิ้ง หรือ PayPal ที่สามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารของเราได้อย่างสะดวก แต่เราเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า ถ้าหากวันหนึ่งวันไหนเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถใช้งานบัญชีออนไลน์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อีกต่อไป วันที่เราได้โบกมือลาจากโลกนี้ไปแล้ว บัญชีออนไลน์ต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งที่สามารถสร้างรายได้และที่มีทรัพย์สินของเราอยู่ในนั้นจะทำอย่างไรต่อไปกันดี?

 โดยทั่วไปแล้วข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีออนไลน์ต่าง ๆ จะถูกเก็บเป็นความลับ ดังนั้นถ้าหากเราตายไปโดยกะทันหัน ถ้าหากไม่มีใครสักคนที่รู้รหัสในการเข้าบัญชีต่าง ๆ ของเรา นั่นก็แปลว่าข้อมูลทุกอย่างก็จะถูกปิดผนึกและตายไปพร้อมกับเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นการ Digital Legacy ถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญมากเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่เราตายไปแล้ว ญาติพี่น้องหรือคนที่อยู่ข้างหลังของเราก็จะสามารถเข้าถึงทรัพย์สินหรือรับช่วงต่อของรายได้ที่เรามีอยู่ต่อไปได้ ซึ่งขั้นตอนการทำ Digital Legacy ก็สามารถทำเองได้ง่าย ๆ และมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงแค่เราทำการบันทึก Username และรหัสผ่านทั้งหมดของบัญชีออนไลน์ที่เรามีอยู่ รวมทั้งรายการทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งหมดที่มี แล้วก็บันทึกความต้องการของเราว่าจะมอบทรัพย์สินดิจิทัลเหล่านี้ให้กับใครบ้าง หรือต้องการให้ทำอย่างไรกับบัญชีออนไลน์ต่าง ๆ เหล่านี้ หลังจากที่เราตายไปแล้ว ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ในปัจจุบันผู้ให้บริการบัญชีออนไลน์ต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะมีการจัดการเกี่ยวกับมรดกทางดิจิทัลของผู้ใช้งานกันมากขึ้น อย่างใน Google ก็จะมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Inactive Account Manager” เพื่อให้ผู้ใช้งานวางแผนเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของบัญชีเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าบัญชี Google ของเรานั้นไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เกินระยะเวลาที่ได้กำหนดเอาไว้ ก็สามารถกำหนดให้ทาง Google นั้นดำเนินการบางอย่างเกี่ยวกับบัญชีของเราได้ อย่างเช่น ทำการลบข้อมูลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ หรืออาจจะทำการแชร์หรือแจ้งเตือนข้อมูลส่วนตัวของเราไปให้บุคคลที่เชื่อถือได้ ในส่วนของ Facebook ก็จะมีฟังก์ชัน “Legacy Contact” หรือผู้สืบทอดบัญชี ที่ให้เราสามารถมอบสิทธิ์ให้กับผู้อื่นเข้ามาดูแลและใช้งานบัญชีต่อจากเราได้ในกรณีที่เสียชีวิต หรือจะตั้งค่าให้ลบบัญชีหรือทิ้งเอาไว้เฉย ๆ ก็ได้ ส่วนใน Twitter นั้นก็จะแตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยหลังจากที่เจ้าของบัญชีตายไปแล้ว คนในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถเข้ามาจัดการกับข้อมูลบัญชีของผู้ตายได้ แต่จะต้องได้รับสิทธิ์จากทาง Twitter ก่อนเท่านั้น โดยทางครอบครัวต้องทำการส่งข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตาย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและใบมรณะบัตรให้กับทาง Twitter เพื่อทำการพิจารณาในการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานเสียก่อน

แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีความตายไปไม่พ้น ดังนั้นการทำ Digital Legacy ถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สมควรทำเอาไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณตายไป อย่างน้อยก็สามารถมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า สิ่งต่าง ๆ ที่คุณได้สร้างเอาไว้บนโลกออนไลน์นี้จะมีผู้ที่คอยรับช่วงต่อไปอย่างแน่นอน