Currently browsing: Business

แนะนำเคล็ดลับ ในการทำ Annual Report อย่างไรให้ถูกใจผู้บริหาร

แนะนำเคล็ดลับ ในการทำ Annual Report อย่างไรให้ถูกใจผู้บริหาร แนะนำเคล็ดลับ ในการทำ Annual Report อย่างไรให้ถูกใจผู้บริหาร

แนะนำเคล็ดลับ ในการทำ Annual Report อย่างไรให้ถูกใจผู้บริหาร  Annual Report หรือรายงานประจำปีนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการตัดสินใจ ของนักลงทุน และช่วยเพิ่มมูลค่า เพิ่มคุณค่าของธุรกิจ ในองค์กรต่างๆ นอกจากนี้ ยังแสดงถึงผลลัพธ์ของการบริหารธุรกิจ ในองค์กรที่ได้คาดหวังไว้ ในแต่ละปี ตามสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ ทำให้ฝ่ายบริหารได้นำกลยุทธ์ มาปรับปรุง และพัฒนาการบริหารงาน ในปีต่อๆไปได้ดียิ่งขึ้น แต่การทำ Annual Report ให้ถูกใจผู้บริหาร หรือถูกใจนาย ไม่ต้องถูกตำหนิ หรือต้องกลับมาแก้ไขใหม่นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยโดยเฉพาะมือใหม่แล้วล่ะก็ เป็นเรื่องที่ยากมากๆ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ ในการทำ Annual Report ให้ถูกใจผู้บริหารมาแบ่งปันและและลองนำมาปรับใช้กันดูนะคะ   1. เข้าใจจุดสำคัญ การทำ Annual Report ให้ถูกใจผู้บริหารนั้น สิ่งแรกเลย เราจะต้องเข้าใจถึงจุดสำคัญ ของเจ้า Annual Report กันก่อนเลยค่ะ ซึ่งจุดสำคัญของ Annual Report ก็คือ เราจะต้องเข้าใจผลลัพธ์ และคุณค่าที่องค์กรของเราคาดหวังนั้น มันมีอะไรบ้าง และภายใต้ผลลัพธ์ ที่องค์กรได้คาดหวัง มีปัจจัยใดบ้างที่เป็นสาเหตุให้เกิดผลลัพธ์นั้นค่ะ ซึ่งเจ้าผลลัพธ์ที่ได้นี้ มันก็คือปัจจัยที่จะทำให้การบริหารองค์กรนั้นๆ ประสบความสำเร็จได้นั่นเองค่ะ 2. รวบรวม จัดการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้ ซึ่งการ Annual Report ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมากๆเลยล่ะค่ะ หากเราสามารถรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะจาก ภายนอก และภายในองค์กร ทั้งมีโครงสร้างชัดเจน และไม่ชัดเจน โดยไม่ได้หมายถึงมีข้อมูลจำนวนมาก แล้วจะได้ Annual Report แล้วจะถูกใจผู้บริหาร แต่หากข้อมูลนั้นมาจากหลากหลายแหล่ง ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ ที่ได้จากการบริหารองค์กร ที่ไม่ได้มาจากแค่ในองค์กร แต่ยังมาจากภายนอกองค์กร อาจจะเป็นลูกค้า ผู้ถือหุ้น หรือจากนักลงทุนต่างๆก็จะทำให้ Annual Report นี้ดูมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น และเป็นที่ถูกใจผู้บริหารได้อย่างแน่นอน 3. วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ Annual Report เลยล่ะค่ะ โดยข้อมูลที่ได้มานั้น จะต้องผ่านการวิเคราะห์ และประมวลผล เป็นสารสนเทศที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะต่อนักลงทุน และผู้ถือหุ้น ซึ่งนอกจากจะต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ ที่น่าเชื่อถือแล้ว เราก็จะต้องเข้าใจด้วยค่ะว่าสิ่งไหน ที่สำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร หรืออธิบายง่ายๆว่า จากข้อมูลที่เราได้มานั้น เราจะต้องรู้จุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่ผู้บริหารต้องการให้ได้ ซึ่งใน Annual Report นี้ ผู้บริหารจะต้องการรู้ผลลัพธ์ จากการบริหารจัดการ องค์กรหรือธุรกิจ ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมานั่นเองค่ะ 4. การนำเสนอรายงาน ก็คือการนำ Annual Report มาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ถือหุ้น และนักลงทุน ได้เข้าได้ถึงมูลค่า และคุณค่าขององค์กรนั้น โดยการนำเสนอ Annual Report ให้ถูกใจผู้บริหาร เราจะต้อง เน้นให้เห็นถึงความเข้าใจอันดีถึงคุณค่าของธุรกิจ ที่เราต้องการจะส่งมอบและเข้าใจได้ว่าผู้บริหารต้องการตัดสินใจอะไร โดยสามารถสื่อสาร เรียงลำดับข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากเนื้อเรื่องในการนำเสนอแล้ว การออกแบบ Annual Report ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ขององค์กรก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้องค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบหน้าปกรายงาน ลักษณะของฟ้อนต์ตัวอักษร การจัดหน้าเอกสารให้กระชับ การแสดงภาพ กราฟ แผนภูมิ ตาราง และเทคนิคในการนำเสนอ ที่น่าสนใจและสามารถเข้าใจได้ง่าย ซึ่งหากเราสามารถเข้าทุกอย่างนี้ได้ เราก็จะสามารถทำ Annual Report ให้ถูกใจผู้บริหารได้อย่างแน่นอนค่ะ   สำหรับ 4 เคล็ดลับในการทำ Annual Report ให้ถูกใจผู้บริหาร ที่เราได้นำมาฝากกันวันนี้หวังว่าคงจะพอเป็นไกด์ไลน์ ให้ผู้ที่กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อทำรายงานประจำปีได้นำมาปรับใช้ ในการทำ Annual Report กันบ้างนะคะ ลองใช้เป็นแนวทางและนำไปประยุกต์ใช้กันดู เชื่อว่าคุณสามารถทำได้อย่างแน่นอนค่ะ

Read more

การสร้างกลุ่มเป้าหมาย Facebook Audience สำหรับลงโฆษณาเฟสบุ๊ค

การสร้างกลุ่มเป้าหมาย Facebook Audience สำหรับลงโฆษณาเฟสบุ๊ค

การสร้างกลุ่มเป้าหมาย Facebook Audience สำหรับลงโฆษณาเฟสบุ๊ค การสร้างลูกค้าเป้าหมาย หรือ Facebook Audience ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการโฆษณาธุรกิจผ่านทาง Facebook เป็นกระบวนการที่จะช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้าและบริการมากยิ่งขึ้น การที่คุณสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ ทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักและมีรากฐานที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าคุณจะมีกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบันอยู่แล้ว คุณก็ควรที่จะขยายให้มากยิ่งขึ้น และขยายฐานลูกค้าออกไปเรื่อยๆ  ซึ่งนั่นก็คือการการสร้างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ ที่อาจจะมาในรูปแบบของผู้สมัครรับอีเมลหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจ การกรอกข้อมูลผ่านทางแบบฟอร์ม รวมไปถึงการดาวน์โหลดโบรชัวร์ของแบรนด์  เป็นต้น   การสร้างลูกค้าเป้าหมาย  เป็นการค้นหาผู้ที่มีแนวโน้มในการจะมาเป็นลูกค้า ทำการซื้อขายและเข้ามีส่วนรวมในการแบรนด์ของคุณ ถึงแม้ว่ากลุ่มเป้าหมายอาจจะยังไม่ได้ศื้อสินค้าของเราในทันที แต่เมื่อเขาต้องการสินค้าเขาก็จะนึกถึงเราผ่านการโฒ็ณาทางเฟสบุ๊คนั่นเอง เราไปดูวิธีการสร้างลูกค้าเป้าหมาย ที่จะช่วยเป็นแนวทางในการสร้างแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพของคุณกันเลยค่ะ   การเก็บข้อมูลของลูกค้าเป้าหมาย การเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้คนที่สนใจในสินค้าและบริการของคุณ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้คุณสร้างลูกค้าเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกใช้การโฆษณาแบบกรอกฟอร์มของทาง Facebook ที่จะมีการเก็บข้อมูลอย่างเช่น ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมล เพื่อที่จะทำให้คุณสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการเก็บข้อมูลจากสมาชิกร้านค้า เว็บไซต์ รวมถึงลูกค้าที่สนใจสินค้า และทำการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเป็นต้น   การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย สิ่งสำคัญในการสร้างกลุ่มเป้าหมายก็คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทั้งนี้เนื่องจากในการทำการตลาดคุณจะต้องรู้ก่อนว่าสินค้าของคุณจะขายให้ใคร และกลุ่มลุกค้าของคุ๊เหมาะกับกลุ่มลูกค้าประเภทไหน  โดยคุณจะต้องเริ่มต้นจากการกำหนดขอบเขตของพื้นที่ ตำแหน่งที่ตั้ง รวมไปถึงการกำหนดช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ การกำหนดเพศของกลุ่มเป้าหมาย ว่าต้องการเฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือทั้งหมด ภาษาของกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้ ข้อมูลประชากรศาสตร์ –  การศึกษา,ช่วงอายุ,สถานะครอบครัว และความสัมพันธ์ ด้านความสนใจ – ความบันเทิง,งานอดิเรก,ธุรกิจ,กิจกรรมยามว่าง,กีฬา และเทคโนโลยี เช่นรุ่นมือถือที่ใช้ หรือสนใจ เป็นต้น พฤติกรรม – กิจกรรมด้านการสื่อสาร,การใช้ดิจิตอล,การใช้มือถือ,ประเภทของผู้บริโภค และพฤติกรรมการซื้อ เป็นต้น   ทำความรู้จักลูกค้า หลังจากที่คุณกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้วว่าลูกค้าของคุณชื่นชอบอะไร อายุเท่าไหร่ เป็นใคร มีความสนใจด้านอะไร คุณก็จะต้องทำการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และวางแผนด้านการตลาด ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากกับการทำธุรกิจเลยทีเดียว เพราะคุณจะสามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ ประวัติการซื้อสินค้าและบริการ ข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลต่างๆ ที่สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการนำมาสร้างกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆ รวมถึงการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายในครั้งต่อๆ ไป   และนี่ก็เป็นวิธีการสร้างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใน Facebook ที่สิ่งสำคัญที่สุดเลยก็คือการ เก็บข้อมูลของลูกค้าเป้าหมาย เช่น ที่อยู่อีเมล์ ความสนใจ ความชอบต่างๆในตัวแบรนด์สินค้าและบริการของคุณ ที่จะสามารถนำมาวิเคราะห์และต่อยอดได้ในอนาคต นอกจากนี้คุณจะต้องมีความสม่ำเสมอในการสำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมไปถึงมีการขยายกลุ่มลูกค้าที่กว้างอยู่เสมอ เพื่อที่จะทำให้เราเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆได้นั่นเอง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้แบรนด์สินค้าและบริการของคุณมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในการซื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

Read more

รับปักหมุด google my business เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ

Google My Business

รับปักหมุด google my business เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ หากคุณทำธุรกิจ เป็นเจ้าของร้านค้า ร้านอาหาร บริษัท โรงแรม ที่พัก ร้านกาแฟ สปา ฯลฯ การปักหมุดหรือลงข้อมูลธุรกิจบน Google Map นั้นจะช่วยพาลูกค้ามาหาคุณได้อย่างต่อเนื่องและแทบจะไม่ต้องเสียเงินมากมายไปกับการโปรโมทเลย อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าการปักหมุดบน  google my business  ดียังไง ตามเรามาดูกันเลย Q: แล้วทำไมถึงต้องลงข้อมูลธุรกิจใน Google Maps? A: นั่นเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้เวลานึกอยากจะหาหรืออยากจะได้อะไร ก็มักจะค้นหาของหรือข้อมูลที่ต้องการผ่านเว็บ Search Engine และเว็บที่เป็นที่นิยมมากที่สุดก็คือ Google นั่นเอง ซึ่งจากสถิตินั้นคนไทยกว่า 98% ใช้เว็บ Google ในการหาข้อมูล คนเยอะขนาดนี้ ทำไมจะต้องพลาดที่จะลง Google Maps เพื่อโปรโมทร้านค้าหรือธุรกิจของคุณซะล่ะ? แถมยังลงได้ทั้งข้อมูล เบอร์ติดต่อ รวมไปถึงแผนที่ตั้ง พิกัดของสถานที่ และแจ้งวันเวลาเปิดปิดได้อีกด้วย แล้วที่สำคัญเลยก็คือเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็มีสมาร์ทโฟนกันอยู่ในมือ การลง Google Maps เอาไว้ ก็จะทำให้ทุกคนสามารถมีโอกาสค้นเจอธุรกิจของเราได้ตลอดเวลานั่นเอง Q: แล้ว Google Maps มีส่วนช่วยอะไรธุรกิจกันล่ะ? A: สิ่งแรกเลยก็คือการสร้างความน่าเชื่อถือ การที่ลูกค้าได้เห็นว่าร้านหรือสถานที่ของคุณมีที่ตั้งแน่นอน มีข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วน นั่นก็ทำให้ลูกค้าตัดสินใจที่จะสอบถามหรือเดินทางมาได้ง่ายขึ้น โดยธุรกิจหรือร้านค้าที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้กับ Google Maps และยืนยันข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้หมุดสีแดงปักลงบนแผนที่ และทาง Google ก็จะแสดงข้อมูลธุรกิจของเราเมื่อมีการสืบค้นคำที่สอดคล้องกับ Keyword ของเรานั่นเอง A: อย่างที่สองก็คือสามารถใส่รายละเอียดต่าง ๆ ของธุรกิจหรือร้านค้าได้ ว่าเป็นธุรกิจประเภทใด มีสินค้าชนิดไหน เปิดร้านกี่โมง ปิดร้านตอนไหน เบอร์โทรติดต่อ อีเมล ลิงก์เข้าเว็บไซต์ อะไรที่คุณมี สามารถใส่ลงไปได้หมด นอกจากนี้ยังสามารถใส่รูปภาพโลโก้ร้านหรือว่ารูปสินค้าได้อีกด้วย โดยทาง Google จะทำการสร้างหน้าเพจมาให้เรา ซึ่งก็จะคล้ายพวกหน้าเพจใน Facebook โดยจะเรียกว่า GooglePlus Page A: ช่วยให้เราสามารถติดตามผลข้อมูลเชิงลึก (Analytics) หรือดูพวกสถิติต่าง ๆ ได้ว่ามีผู้คนเข้ามาดูหรือค้นหาธุรกิจของเราบนแผนที่ Google Maps มากน้อยแค่ไหน ทั้งจำนวนการเข้าดูรายวัน จำนวนดูทั้งหมด จำนวนการคลิกเข้าไปดูข้อมูล จำนวนการคลิกไปดูเว็บไซต์ และการมีส่วนร่วมอย่างเช่นการคอมเม้นต์หรือการแชร์ Q: ปักหมุดบน Google Maps เองไม่เป็น จ้างทำได้มั้ย? A: แน่นอนว่าสามารถทำได้แถมไม่ยากเลยด้วย แค่ทำตามขั้นตอนการจ้างปักหมุด Google Maps ดังนี้ โทรมาหาเราหรือ inbox มาทาง Facebook แจ้งว่าสนใจที่จะปักหมุดธุรกิจ แจ้งชื่อผู้ติดต่อและช่องทางติดต่อกลับ เช่น เบอร์โทร e-mail หรือ LINE รอรับข้อมูลจากเราผ่านช่องทางการติดต่อที่ให้ไว้ ทำการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ตามที่เราได้ทำการแจ้งไปแล้วส่งกลับมาทาง e-mail การปักหมุดบน Google Maps ปกติต้องรอจดหมายแจ้งรหัส Verified Pin code จากทาง Google ซึ่งจะส่งมาตามที่อยู่ของสถานที่ที่ได้ทำการปักหมุด โดยทั่วไปจะใช้เวลา 14-21 วัน เมื่อท่านได้รับจดหมายแจ้ง Verified Pin code มาแล้ว ให้แจ้งรหัส Pin code มาให้เราเพื่อการทำ Activate ต่อไป เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางเราจะทำการสรุปงานทั้งหมดแล้วส่งอีเมล์พร้อมกับลิงก์ Google Mapsที่สมบูรณ์ไปให้ทาง e-mail เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย   ถ้าหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ร้านค้า หรือใด ๆ ก็ตามที่ต้องการให้ผู้คนค้นหาเจอและเดินทางไปถึงแล้วล่ะก็ อย่าพลาดที่จะลง Google Maps เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ช่วยนำทางให้ลูกค้าเดินทางไปหาคุณได้นั่นเอง

Read more

สรุปเทรนด์การออกแบบโลโก้ประจำปี 2018

การออกแบบโลโก้

สรุปเทรนด์การออกแบบโลโก้ประจำปี 2018 สรุปเทรนด์การออกแบบโลโก้ประจำปี 2018 หากได้ลองถามกราฟิกดีไซน์เนอร์เกี่ยวกับความยากในการออกแบบแล้วล่ะก็เชื่อเลยว่าทุกคนคงต้องตอบกันเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ “การออกแบบโลโก้ ” อย่างแน่นอน ต้องรีบบอกให้กับใครหลายๆคนที่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมโลโก้ถึงออกแบบยาก ทั้งๆที่มันคือส่วนที่มีรายละเอียดน้อยที่สุดและดูง่ายกว่าส่วนอื่นๆซะด้วยซ้ำ มันคือเรื่องจริงที่โลโก้ดูง่าย แต่สิ่งที่ยากคือการคิดและการตีความออกมาให้มันดูง่าย โดยจะต้องนำความง่ายและน่าจดจำนั้นมาใส่ในการออกแบบ ซึ่งในความง่ายนั้นต้องมีครบทุกองค์ประกอบของแบรนด์นั้นๆและนำสะท้อนออกมาเป็นตราสัญลักษณ์ หรือ โลโก้ นั่นเอง ดังนั้นเหล่านักกราฟิกดีไซน์เนอร์ทั้งหลายจึงถือได้ว่าโลโก้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดและต้องใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์เพื่อนำมาออกแบบนานพอสมควร โดยการออกแบบโลโก้นั้นก็มีความแตกต่างกันไปอาจจะขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ว่าจ้าง หรืออาจจะเป็นไอเดียสุดบรรเจิดของนักออกแบบเองก็ตาม แต่ไม่ยังไงก็แล้วแต่การเกราะติดกระแสความเป้นไปในการออกแบบก็อาจจะช่วยทำให้งานของคุณแปลกใหม่และเป็นที่น่าสนใจมากข้นกว่าเดิม วันนี้เราจึงได้รวบรวมเทรนด์การออกแบบโลโก้ ที่พลาดไม่ได้มาให้คุณได้อัพเดตกัน 1.สร้างแสงและเงา (SHADOW BREAKS) การออกแบบโลโก้สไตล์แรกคือการสร้างแสงและเงาเพื่อให้ภาพโลโก้มีความโดดเด่นและสมจริง หลักการคือการใช้สี เส้นและรูปทรงที่เรียบง่ายมาประกอบรวมกัน จากนั้นจึงเพิ่มเติมเงาเข้าไปตามจุดต่างๆ ให้เกิดมิติและความรู้สึกสมจริง รวมไปถึงการเพิ่มระดับความเข้มของสีก็จัดอยู่ในรูปแบบนี้เช่นกัน 2.ภาพเลือน (FADES) ภาพเลือนเป็นการออกแบบโลโก้ที่เพิ่มลูกเล่นน่าสนใจให้กับรูปภาพหรือข้อความที่เราใช้ทำโลโก้ โดยทำให้บางส่วนเลือนหายไปอย่างนุ่มนวลคล้ายกับมีหมอกหรือควันมาบดบัง ช่วยทำให้โลโก้แปลกใหม่ น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ และยังช่วยกระตุ้นจินตนาการของผู้ที่ได้เห็นโดยอัตโนมัติ 3.กล่องข้อความ (TEXT BOX) สำหรับการออกแบบโลโก้แบบกล่องข้อความนั้น เน้นความเรียบง่ายสไตล์มินิมอลลิสม์ แต่เก๋และไม่น่าเบื่อ เป็นสไตล์คลาสสิคตลอดกาล ออกแบบประเภทกล่องข้อความคือการสร้างรูปร่างที่เราต้องการ โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สีและฟอนท์ตัวอักษร 4.การละเว้นคำพูด (ELLIPSES) กรละเว้นคำพุดที่เราหมายถึงนี้ก็คือการสัญลักษณ์ “……” ลงไปในการอออกแบบโลโก้ด้วย การออกแบบโลโก้โดยใช้เจ้าจุดสามจุดนี้เป็นเทรนด์ใหม่ล่าสุดจริงๆ โดยเลือกใช้งานสัญลักษณ์จุดสามจุด เพื่อสร้างความสงสัย ทำให้ผู้ที่เห็นโลโก้รู้สึกอยากติดตามว่าแบรนด์ของเราจะพูดหรือจะสื่ออะไรกับกลุ่มลูกค้า เป็นเทรนด์ที่ล้ำไปอีกจริงๆ แต่หากใครที่อาจจะยังต้องการไอเดียในการออกแบบโลโก้มาใช้กับงานของคุณแล้วล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าคุณคงต้องเกิดไอเดียเจ๋งๆขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่หากคุณคือชาวกราฟิกดีไซน์เนอร์บทความนี้จะช่วยต่อยอดไอเดียของคุณได้เป็นอย่างดี และคุณยังสามารถนำไปพัฒนาการทำงานของคุณให้เกิดความหลากหลายและสร้างความโดดเด่น ข้อูลอ้างอิง khaodesign

Read more

รู้ลึก!! 15 คำศัพท์ทางเทคนิคเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์

ศัพท์การทำเว็บไซต์
รู้ลึก!! 15 คำศัพท์ทางเทคนิคเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ รู้ลึก!! 15 คำศัพท์ทางเทคนิคเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ สมัยที่โลกออนไลน์ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ อย่างแยกออกจากกันได้ยาก ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว ผู้คนมักนิยมใช้เว็บไซต์ในการทำสิ่งต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งใช้เพื่อการหาความรู้ ใช้เพื่อความบันเทิงและสร้างสรรค์ หรือใช้เพื่อทำประโยชน์ทางธุรกิจ ถือได้ว่าช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ยังคงได้รับความนิยมอย่างมหาศาลแบบต่อเนื่อง จึงทำให้ใครหลายๆคนนำมาใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจหรือองค์กรต่างๆเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสาร การติดต่อ และช่องทางในการพรีเซนท์สิ่งต่างๆของตัวเอง โดยไม่ต้องเหนื่อยและเสียเวลาอย่างเมื่อก่อน เพราเหตุนี้ เว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยการใช้งานที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จากผู้ทั่วไป  โดยที่บางครั้งเราเองซึ่งไม่ได้มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับคำศัพท์ที่แสดงผลอยู่เลย แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้งานหรือจะต้องใช้บริการก็ตาม เราควรที่จะต้องรู้คำศัพท์เบื้องต้นของโลกออนไลน์บนเว็บไซต์นี้อยู่ให้ดีพอสมควรและด้วยเหตุผลนี้ เราชาว ”กราฟฟิก บุฟเฟ่ต์” ผู้ที่ให้บริการในด้านของการออกแบบเว็บไซต์ จึงอยากให้ทุกๆคนได้ทราบคำศัพท์ต่างๆในเบื้องต้น  เพื่อนำไปใช้งาน ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้นกว่าที่เคย 1.เว็บเพจ (WebPage)  หน้าเว็บที่เราเห็นเมื่อใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์เปิดเว็บไซต์ขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่าเว็บเพจก็คือ ไฟล์ 1 ไฟล์ ที่มีนามสกุลเป็น .htm หรือ .html 2.เว็บไซต์ (WebSite) ประกอบด้วยเว็บเพจหลายหน้า โดยเว็บเพจแต่ละหน้าจะอยู่ภายใต้ชื่อหนึ่งชื่อที่เหมือนกัน เช่น เว็บไซต์  www.graphicbuffet.co.th 3.โฮมเพจ (Homepage)  เว็บเพจหน้าแรกของเว็บไซต์ใด ๆ แต่คนไทยมักจะพูดจนติดปากในความหมายว่าโฮมเพจก็คือ เว็บไซต์ส่วนตัวของคน ๆ หนึ่ง 4.เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server)  ทำหน้าที่เก็บเว็บไซต์ และให้บริการเกี่ยวกับเว็บตามที่เว็บบราวเซอร์ร้องขอข้อมูลมา 5.เว็บบราวเซอร์ (Web Browser) โปรแกรมที่ใช้เปิดเว็บเพจเรียกสั้น ๆ ว่า บราวเซอร์มีหน้าที่ติดต่อกับเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อขอข้อมูล 6.เว็บมาสเตอร์ (Webmaster) เป็นชื่อเรียกผู้ดูแลเว็บไซต์ 7.แบนเนอร์ (Banner) เป็นรูปภาพที่ปรากฏบนเว็บเพจเพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์หรือเพื่อโฆษณาสินค้าหรือบริการ ปกติจะเป็นรูปภาพเคลื่อนไหวเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเว็บ 8.SEO หมายถึง ชื่อเต็มชื่อ Search Engine Optimization คือเทคนิคด้านคอมฯ ที่จะทำให้เว็บไซต์ ถูกค้นหาเจอจากเว็บไซต์ Search Engine อย่าง google หรือ yahoo 9.Domain Name คือ ชื่อเว็บไซต์ (ที่ไม่มีการซ้ำกันกับเว็บไซต์อื่นๆ) เช่น google.com, enjoyday.net 10.Hosting  คือ พื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ทั้งหมด โดยเช่าใช้รายปี ขนาดของพื้นที่เก็บข้อมูล ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลของเว็บไซต์นั้นๆ 11.Template คือ โครงร่างของหน้าเว็บไซต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกใช้งานตามความพึงพอใจ 12.Cache คือส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ เพื่อใช้ในการใช้งานครั้งต่อไปโดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์ต้นแหล่งอีกครั้ง ประโยชน์คือ เพิ่มความเร็วในการโหลดสำหรับฝั่ง User และลดโหลดปริมาณมหาศาลในฝั่ง Server หรือก็คือช่วยไม่ให้ Server รับภาระหนักจนเกิดอาการล่ม 13.SEM หมายถึง ชื่อเต็มชื่อ Search Engine Marketing ความหมายเช่นเดียวกับการนำเว็บไซต์ไปลงโฆษณา google adwords เมื่อค้นหาข้อมูลตาม keyword เว็บไซต์ของเราจะถูกเรียกขึ้นมาให้ติดอันดับ 1-10 อันดับแรก (ประมาณนั้น) 14.Worm หมายถึง หนอนอินเทอร์เน็ต เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยความตั้งใจ ต่างจากไวรัสคอมพิวเตอร์ตรงที่ เวิร์ม (Worm) จะแอบใช้ทรัพยากรของระบบ ทำให้เครื่องถูกลดทอนความสามารถและประสิทธิ์ภาพ เช่น ทำให้เครื่องคอมฯ อืดและทำช้ากว่า ความเร็วที่มี 15.URL ย่อมาจาก Uniform Resource Locator คือ ชื่อหรือพาธที่ใช้อ้างถึงไฟล์ในอินเทอร์เน็ต โดเมนเนม (Domain name) เป็นชื่อเฉพาะของเว็บไซต์ที่ไม่มีการซ้ำกันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องไปจดทะเบียนกับหน่วยงานกลาง ตัวอย่างโดเมนเนม เช่น shc.ac.th และนี่คือคำศัพท์ทั้ง 15 คำ ที่เราอยากจะมานำเสนอให้เพื่อนๆได้รู้กันมากขึ้น หวังว่าคงจพมีประโยชน์ และช่วยตอบความสงสัยค้างคาใจกับคำต่างๆได้บ้างนะคะ    
Read more

รู้ทันความหมายคำศัพท์ทางกราฟิกดีไซน์

ศัพท์ทางกราฟิกดีไซน์
รู้ทันความหมายคำศัพท์ทางกราฟิกดีไซน์ รู้ทันความหมายคำศัพท์ทางกราฟิกดีไซน์ ในทุกๆวงการต่างก็มีคำศัพท์เฉพาะทาง ที่รู้กันดีในกลุ่มหรืออาชีพนั้นๆ ซึ่งจะมีทั้งในลักษณะทางภาษาพูดและภาษาแสลง ซึ่งเป็นการใช้คำศัพท์ในการสื่อสารแบบเพื่อให้เข้าใจกันเฉพาะในกลุ่ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นเป็นการสร้างความเข้าใจกันเฉพาะกันในกลุ่มโดยเฉพาะ โดยยากที่คนภายนอกจะเข้าใจมันได้ ในฐานะที่เราชาว “กราฟฟิก บุฟเฟ่ต์ ” เป็นตัวแทนของนักกราฟฟิกต์ดีไซน์ เราจึงอยากจะส่งต่อความรู้เรื่องราวในวงการของพวกเราให้ทุกคนได้เข้าใจกับคำศัพท์ หรือ ภาษาที่เราใช้กันสื่อสารกันเอง และบางทีอาจจะต้องมีการใช้สื่อสารกับลูกค้าหรือผู้ที่มาติดต่องานกับเรา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และยังเป้นการเพิ่มความรู้ใหม่ๆให้กับเพื่อนๆได้รู้กันถึงคำศัพท์ต่างๆเหล่านี้  เราจึงได้นำเอาคำศัพท์บางคำที่เป็นทั้งคำศัพท์พื้นฐาน และคำศัพท์ที่ค่อนข้างเจาะลึกมาให้เพื่อนๆได้ทราบกัน ว่าสำหรับนักออกแบบมีความหมายว่าอย่างไร ? เริ่มต้นกันด้วยคำศัพท์ง่ายๆที่ทุกคนอาจจะเคยคุ้นหูกันมาบ้าง Graphic (กราฟิก) / / ซึ่งกราฟิกหมายถึง ลวดลายต่างๆ ไม่ว่าจะจุด จะเส้นหรือสี่เหลี่ยม เรขาคณิต ที่นำมารวมนำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วทำให้เกิดภาพนั่นเอง Design (ดีไซน์) / / คำพื้นฐานที่ความหมายตรงตัวเลยก็คือ การออกแบบหรือสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมานั่นเอง Graphic Design (กราฟิกดีไซน์) / /  เป็นการนำคำสองคำมารวมกัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมาว่า การออกแบบหรือการสร้างสรรค์ลวดลายให้เกิดขึ้นเป็นภาพ Designer (ดีไซน์เนอร์) / / เหมือนเติม – er เข้าไปจึงกลายเป็นบุคคล ดีไซเนอร์ จึงแปลว่านักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์ Brief (บรีฟ) / / ในสายงานนี้แน่นอนว่าเราต้องคงคุ้นเคยกันดีเวลามีลูกค้าต้องการออกแบบสินค้า ก็จะต้องรับบรีพจากลูกค้า แล้วบรีฟคืออะไร ? จริงๆ แล้วในภาษาอังกฤษ บรีฟหมายถึง สรุป ย่อ กระชับสั้นๆ เข้าใจง่าย การรับบรีฟ จึงหมายถึง รับข้อสรุปของขอบเขตงานที่ต้องทำ และ ทำให้ตรงตามบรีฟ บรีฟจะช่วยให้เรามีเป้าหมายในการทำงาน และไม่หลุดกรอบไปไหน Concept (คอนเซ็ปต์) / / คอนเซ็ปต์คือแนวคิด โดยจะมีอีกคำที่คล้ายๆ กันคือคำว่า Idea (ไอเดีย) แต่คอนเซ็ปต์จะหมายถึงความคิดโดยรวม ในหนึ่งคอนเซ็ปต์สามารถมีหลายไอเดียที่ช่วยให้คอนเซ็ปต์ ต่อไปนี้จะเป็นคำศัพท์ที่ค่อนข้างเจาะลึกเข้าไปสักนิดนึง อาจจะมีแค่นักออกแบบจริงๆที่มักใช้กัน Typography, Typo (ไทโปกราฟฟี้หรือไทโป) / / หมายถึงการจัดวางตัวอักษร หรือตัวหนังสือในการพิมพ์ Kerning (เคิร์นนิ่ง) / / การตัดวางระยะห่างระหว่างตัวอักษรแต่ละตัวหรือแต่ละประโยคให้ได้ระยะที่ดี Brainstorm (เบรนสตอร์ม) / /  คำว่า Brain แปลว่าสมอง ส่วนคำว่า Storm แปลว่าพายุ พอนำมารวมกัน จึงมีความหมายว่าระดมสมอง การเบรนสตอร์มจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับบรีฟงานมาและเรียกประชุมเพื่อคิดไอเดียและคอนเซ็ปต์ของงานรวมกันนั่นเอง Pitch Work (พิทช์เวิร์ค) / /  การจะได้งานทำหลักๆ มีอยู่ 2 แบบ คือ 1. ทำกับลูกค้าที่จ้างเราทำโดยตรงไม่จำเป็นต้องมีคู่แข่ง แต่ก็มีลูกค้าหลายรายที่อยากได้ทางเลือกเยอะๆ สมมติว่ามีงานเข้ามาภายใต้แบรนด์ A แบรนด์A จะเรียกเอเจนซี่ 2-3 เจ้าที่สนใจ และบอกบรีฟให้ไปทำ หลังจากนั้นก็กลับมาเสนอแผนงานหรือโปรเจคให้กับลูกค้าในเวลาไล่เลี่ยกัน ดังนั้นเอเจนซี่จึงจะต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพและตรงตามบรีฟมากขึ้นเพื่อให้พิทช์งานชนะ 11.Proof (บรู๊ฟ) / / การบรู๊ฟงานคือการตรวจสอบความเรียบร้อยในทุกๆด้าน เพื่อป้องกันความผิดพลาด อาทิเช่นเรื่องสี ตัวอักษร การสะกดคำหรือรายละเอียดอื่นๆ การจะส่งเข้าโรงพิมพ์ คำศัพท์ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำศัพท์พื้นฐานที่เราอาจจะต้องเคยได้ยินหรือไม่เคยไดยินกนมาบ้าง แต่หากว่าเรามีโอกาสที่จะต้องไปติดต่องานกับนักออกแบบ หวังว่าเพื่อนๆทุกคนคงจะพอข้าใจกับคำศัพท์ต่างๆนี้บ้าง  จะได้เป็นการสร้างความรวดเร็วในการติดต่องานมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
Read more

Mood and Tone สิ่งสำคัญที่งานออกแบบควรมี

อารมณ์และสีของภาพ
Mood and Tone สิ่งสำคัญที่งานออกแบบควรมี Mood and Tone สิ่งสำคัญที่งานออกแบบควรมี วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่อง “Mood and Tone”ที่หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า Mood and Tone คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรและเราต้องใส่ใจมากขนาดไหนในการกำหนด Mood and Tone นี้ จริงๆแล้ว ความหมายของมันคือการกำหนด Concept Design โดยใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวช่วย ‘Mood’ หมายถึง อารมณ์ของภาพ ไม่ว่าจะเป็นความสนุกสนาน ความเศร้า ความร่าเริง ความสงบ บลาๆ  โดยทุกงานออกแบบนั้นจะบ่งบอกในความเป็นตัวของมันเอง ‘Tone’ คือสีในงานออกแบบ โดยสีนั้นจะบอกความรูสึกของงานหรือที่เรารู้จักกันในสีโทนเย็นหรือว่าสีโทนร้อนนั่นเอง ซึ่งมันคือความต้องการของคุณว่าอยากให้งานของคุณหรือสินค้าของคุณนั้นมีเอกลักษณ์และมีรูปแบบไปในทิศทางไหน ซึ่ง Mood and Tone นั้นยังเป็นสิ่งที่หลายๆวงการการออกแบบใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นนักตกแต่งภายใน นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งวงการแฟชั่น ที่จะต้องมีการมิกซ์แอนด์แมทซ์เสื้อผ้าสีสันต่างๆให้เกิดความน่าสนใจขึ้นมา   Cr.color.romanuke.com   การสร้าง Mood and Tone นั้นสามารถสร้างแนวทางความเป็นเอกลักษณ์ให้กับงานของคุณได้เป็นอย่างดีมาก  ซึ่ง Mood and Tone นั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของการกำหนดสีหลัก หรือสีลอง มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เพราะ Mood and Tone สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างออกมาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบตัวหนังสือ สีสัน รูปแบบกราฟิกที่ใช้ บวกกับการจัดวางที่พาให้งานชิ้นนั้นๆอยู่ในความรู้สึกและอารมณ์บางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นคุณจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับผู้ที่พบเห็นงานของคุณหรือสินค้าของคุณได้ในทันที Cr.tarisota.typepad.com   Mood and Tone ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการออกแบบ ดังที่เราเห็นกันในบทความก่อนหน้าเรื่อง Design Bief ที่จะต้องมีให้ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ Mood and Tone อย่างขาดไม่ได้ เพราะถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้นักออกแบบเข้าใจในสิ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องการให้ออกแบบได้อย่างชัดเจนอย่างมาก Mood and Tone  ไม่มีข้อจำกัดในการกำหนด เราสามารถเลือกใช้โทนสีได้ตามความรู้สึกหรือตามความต้องการของเราได้อย่างตามใจชอบ ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากที่จะออกแบบงานหรือสินค้าที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่าคุณก็คงอยากจะให้คนที่เห็นงานออกแบบของคุณนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติของตัวสินค้าของคุณโดยไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ ให้มากความ หรือหากงานและสินค้าของคุณเกี่ยวกับความสดใส มีสีสัน ซึ่งแน่นอนว่า Mood and Tone นั้นก็ต้องมีความน่ารักสดใส เพื่อส่งเสริมตัวผลงานและสินค้าของคุณให้เกดความลื่นไหล เข้ากัน โดยจะต้องไม่สกัดกั้นตัวผลงานและสินค้า แต่จะต้องส่งเสริมกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งหากคุณสามารถนำ Mood and Tone มาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับงานหรือสินค้าต่างๆของคุณ  เชื่อได้เลยว่าคุณจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและน่าจดจำสำหรับทุกคนได้ในที่สุด        
Read more

ทำไมถึงต้องใส่ใจ Design Brief

Design Brief
ทำไมถึงต้องใส่ใจ Design Brief ทำไมถึงต้องใส่ใจ Design Brief หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมพวกนักออกแบบถึงต้องใส่ใจกับข้อมูล Design Brief ขนาดนั้นทำไมต้องให้ลูกค้ามานั่งเอกสารเยอะแยะมากมาย ทำไมแค่ฟังการเล่าจากปากลูกค้าเพียงอย่างเดียวถึงไม่พอ ก็นักออกแบบมีหน้าที่คิดอย่างเดียวไม่ใช่หรอ จะดีไซน์แบบไหนก็ลองทำออกมาสิไม่เห็นจะต้องใช้ข้อมูลมากมายขนาดนั้นเลย หลายคนที่ไม่เข้าใจขั้นตอนในการทำออกแบบมักจะเกิดข้อสงสัยแบบผิดๆอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้วคุณลองถามตัวเองดูสิว่าก่อนที่คุณจะมาให้นักออกแบบพวกนั้นเค้าออกแบบสินค้าให้กับคุณหรือออกแบบใดๆก็ตาม คุณได้คิดหรือยังว่าคุณอยากให้ออกมาเป็นแบบไหน หลายคนอาจจะมีแนวทางการออกแบบในใจ หรือมีดีไซน์ที่อยากจะให้สินค้าของเราออกมาในรูปแบบนี้อยู่แล้ว แต่บางคนก็ไม่มี ดีไซน์ในใจเลยเสียด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นเราจะขอแบ่งเป็นสองกรณี กรณีที่หนึ่ง ลูกค้ามีแบบในใจอยู่แล้ว Design Brief ยิ้มนั้นสำคัญเป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะช่วยให้ให้นักออกแบบ เข้าใจตรงกับคุณแล้ว ยังทำให้การออกแบบมานั้นมีความรวดเร็วและตรงกับความต้องการของคุณเป็นอย่างมาก ในกรณีที่สองที่ลูกค้าไม่มีดีไซน์ในใจเลยถ้าเป็นแบบนี้ Design Brief ถือได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้นักออกแบบสามารถช่วยคุณได้ทิศทางในการออกแบบนั้นจะเป็นแบบไหนและนักออกแบบจะสามารถนำเสนอในสิ่งที่ตรงกับสินค้าของคุณได้เป็นอย่างดี และหากใครที่กำลังสงสัยว่า Design Brief นั้นมีรายละเอียดสำคัญๆอะไรบ้าง วันนี้เราจะขอสรุปออกมาให้ได้เข้าใจกับ Design Brief มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องมี  Design Brief ... อธิบายเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ลงไปใน Design Brief ซึ่งในข้อนี้คงจะไม่มีใครรู้ดีกว่าคนอย่างแน่นอน มีแต่คุณเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดนี่คือสิ่งจำเป็นที่ครูจะต้องอธิบายอย่างคร่าวๆลงไปใน Design bief เพื่อให้เข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าของคุณ ว่ามันคืออะไร ขายอะไร คู่แข่งของคุณมีใครบ้าง คู่แข่งของคุณมีการออกแบบสไตล์ไหนเพื่อที่นักออกแบบจะได้หาข้อมูลเพื่อมาทำงานต่อและจะต้องหาทางออกแบบเพื่อไม่ให้ตรงกับคู่แข่งของคุณอย่างแน่นอน 2.กลุ่มเป้า สามารถบอกลุ่มหมายได้ เช่น คุณทำสินค้าของคุณออกมานั้นเหมาะกับเป้าหมายกลุ่มไหน เช่น กลุ่มคนวัยทำงานกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยสูงอายุ เพื่อจะให้งานออกแบบนั้นตรง กับความชอบของคุณ และถือว่าเป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายของ แบรนด์ออกแบบมา ว่าอยากให้มีลักษณะแบบไหนเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่สุด Mood & Tone คือคุณต้องคิดแบบสีและอารมณ์ของแบรนด์ เพื่อให้สะท้อนตัวตนของแบรนด์ เลือกสีหลัก และ อารมณ์ที่อยากให้ลูกค้ารู้สึกเมื่อเห็นแบรนด์ของคุณ concept บอกให้ได้ว่าต้องการให้สินค้าของคุณออกแบบมาสไตล์ไหน เช่น ต้องการความโมเดิร์น แนวมินิมอลล์แนวน่ารัก แนวการ์ตูน แนววินเทจ หรือแนวธรรมชาติ นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องคิด concept ของมันออกมาก่อนเพื่อที่จะให้เกิดความต่างจากคู่แข่งในตลาด ตัวอย่างงานที่ชอบ เช่น รูปถ่าย รูปวาด รูปสเก็ต โยงเส้น หรือหารูปในอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นการอธิบายให้เห็นภาพ สี เห็นอารมณ์มากขึ้น  
Read more

เงื่อนไขการใช้งาน Shutterstock ในงานออกแบบเชิงพาณิชย์

shutt เงื่อนไขการใช้งาน Shutterstock ในงานออกแบบเชิงพาณิชย์

เงื่อนไขการใช้งาน Shutterstock ในงานออกแบบเชิงพาณิชย์ เงื่อนไขการใช้งาน Shutterstock ในงานออกแบบเชิงพาณิชย์ สำหรับการทำธุรกิจประเภทสินค้าหรือประเภทบริการอาจจะมีคุณลักษณะที่ต่างกันออกไป แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือ ต้องการสร้างความน่าจดจำแก่ผู้อุปโภคบริโภค โดยปกติแล้วการสร้างสินค้าและบริการต่างๆมักจะต้องเริ่มด้วยการสร้างธุรกิจให้น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆด้วยข้อมูลรายละเอียดที่ครบถ้วนสมบูรณ์เข้าใจง่ายแล้ว และการออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญด้วย  เนื่องจากการออกแบบที่สวยงามก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างความน่าสนใจและดึงดูด เพราการออกแบบไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ดูสวยงามเท่านั้น แต่การออกแบบยังเป็นองค์ประกอบที่สามารถสื่อถึงตัวผลิตภัณฑ์และบริการได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องใช้เสียงหรือตัวอักษรใดๆ และการออกแบบถือว่าเป็นตัวช่วยในการสร้างความดึงดูดและสร้างเอกลักษณ์ให้เกิดความน่าจดจำได้เป็นอย่างดี การออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น ในบางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องใช้รูปภาพในการประกอบด้วย ซึ่งนี่เป็นปัญหาคาใจของใครหลายๆคน ว่าเราสามารถหารูปเหล่านั้นได้จากที่ไหน ซึ่งแน่นอนว่า นักออกแบบหลายคนมักเทใจไปให้กับเว็บไซต์ Shutterstock อย่างแน่นอน เพราะเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมรูปภาพสำหรับซื้อขายไว้มากมาย แต่ก็ยังคงมีความคาใจ กับเงื่อนไขการนำภาพไปใช้ในงานออกแบบในเชิงพาณิชย์ได้ไหมเพรากลัวว่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และหากเราต้องการซื้อขาดกับภาพที่จะนำไปใช้ในการออกแบบเลยได้ไหม เพื่อไม่ให้ผลงานของเราซ้ำกับคนอื่น ดังนั้นเราจึงได้รวมคำตอบของคำถามแต่ละข้อไว้ให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบได้ทราบและจะได้สร้างผลงานออกมาได้อย่างสบายใจ     Q1. รูปภาพที่ซื้อจาก Shutterstock มาแล้ว สามารถนำไปประกอบการออกแบบในฉลากสินค้าเพื่อขาย ไม่ทราบว่าตามเงื่อนไขทำได้ไหม? และต้องซื้อเป็นแบบ Extend license หรือเปล่า? ตอบ ใน Shutterstock ทำสามารถทำได้  ทำฉลาก หรือพิมพ์บรรจุภัณฑ์สินค้า ถ้าซื้อแบบ Standard License  สามารถพิมพ์ออกมาได้ไม่เกิน 500,000 ชิ้น ถ้าต้องการพิมพ์เกิน 500,000 ชิ้น ก็ซื้อแบบ Enhanced License ซึ่งให้สิทธิ์ในการพิมพ์ได้ไม่จำกัดจำนวน Q2. รูปภาพที่ซื้อจาก Shutterstock กรณีนำไปใช้เป็นฉลากสินค้าสามารถใช้สิทธิพิเศษผูกขาดของรูปนั้นๆแต่เพียงผู้เดียวได้ไหม โดยไม่ให้ผู้ซื้อรายอื่นนำเอาไปใช้เพื่อพิมพ์เป็นฉลากสินค้าเหมือนกัน แต่สามารถนำเอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ ตอบ ใน Shutterstock จะไม่มีการขายสิทธิ์ใช้งานแบบผูกขาดแก่ลูกค้าท่านใดท่านหนึ่ง โดยลูกค้ารายอื่นมีสิทธิที่จะซื้อภาพเดียวกันนั้นไปใช้งานได้เช่นกัน (หลักการนี้เป็นมาตรฐานของ Microstock โดยทั่วไป) หากใครที่ต้องการที่จะซื้อรูปภาพไว้เป็นของตัวเองจริงๆ วิธีการก็พอจะมีอยู่บ้าง ดังนี้ค่ะ ในกรณีที่ต้องการใช้งานแบบรายเดียว แนะนำให้ลองใช้งานเว็บไซต์ขายภาพแบบ Crostock อย่างเช่น Gettyimages  ซึ่งจะขายให้แบบ Exclusive แต่ต้องแจ้งรายละเอียดให้กับทางเว็บไซต์เพื่อที่จะตีราคาของรูปภาพนั้นออกมาให้ ซึ่งแน่นอนว่า ราคาของภาพนั้นจะสูงกว่าของ Shutterstock อย่างมาก ซึ่งวิธีนี้อาจจะเหมาะกับผู้ประกอบการที่มีทุนทรัพย์ในการลงทุนอยู่พอสมควร หากใครที่มีทุนทรัพย์ค่อนข้างน้อย ก็สามารถที่จะหาซื้อรูปภาพตาม Facebook ส่วนบุคคลที่เขารับถ่ายภาพเพื่อขายโดยเฉพาะหรือเว็บไซด์ต่างๆที่ลงรูปไว้เพื่อสำหรับขายเป็นการส่วนตัว ซึ่งวิธีนี้จะค่อนข้างใช้งบประมาณน้อยแต่ข้อเสียคือ เราจะเสียเวลาในการค้นหาแหล่งยากสักหน่อย หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้อาจจะทำให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบหลายๆท่านได้ทราบถึงเงื่อไขในการใช้รูปภาพจาก Shutterstock มาใช้ในธุรกิจได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลถึงข้อจำกัดต่างๆในการสร้างงานออกแบบอีกต่อไป    

Read more
Send this to a friend