เคล็ดลับการเลือกคีย์เวิร์ดให้กับการทำ SEO

เคล็ดลับการเลือกคีย์เวิร์ดให้กับการทำ SEO การทำSEO (Search Engine Optimization) หรือ การผลักดันให้เว็บไซต์ปรากฏอยู่ในอันดับบนๆของแหล่งค้นหาข้อมูลอย่าง Google หรือ Yahoo นั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา มีคนมาเห็นมากๆ และสร้างความสำเร็จให้กับเว็บไซต์นั้นๆ โดยคีย์เวิร์ดที่นำมาใช้อาจเป็นคำนาม (Noun) หรือคำคุณศัพท์ (Adjective) ก็ได้ ขอแค่เพียงคุณศึกษากระบวนการทำ SEO ให้เข้าใจดีเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยมาดูเคล็ดลับการเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมดังต่อไปนี้…

ขั้นที่ 1: เตรียมคีย์เวิร์ดให้พร้อม

-นำใจผู้บริโภคมาใส่ใจคุณ พยายามคิดในมุมมองของผู้บริโภค ว่าผู้บริโภคต้องการการค้นหาที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และที่สำคัญคือไม่ยุ่งยาก เวลาที่เขาใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่าง สิ่งที่คุณควรระลึกอยู่เสมอคือ ผู้บริโภคเขาจะไม่มานั่งพิมพ์ประโยคยาวๆให้เสียเวลา จะไม่มามัวเช็คไวยากรณ์ว่าถูกต้องหรือไม่ แต่จะพิมพ์แค่คีย์เวิร์ดสั้นๆ อาจจะ 2-3 คำ หรือมากกว่านั้นก็ตามความจำเป็นของแต่ละกัน คุณจึงจำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมให้กับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อความสะดวกในการค้นหาของผู้บริโภค

-เรียกทีมงานผู้ดูแลเว็บไซต์ของคุณมารวมตัวกัน จากนั้นนำคีย์เวิร์ดที่เก็บไว้ทั้งหมดมาเรียงดูตรงหน้า ปรึกษากัน ช่วยกันเลือกว่าคีย์เวิร์ดไหนที่เหมาะสมกับกิจการของคุณมากที่สุด คีย์เวิร์ดตัวไหนที่ใช้แล้วผู้บริโภคจะสามารถหาเว็บไซต์ของคุณเจอได้ง่ายและเร็วที่สุด

-เมื่อเลือกคีย์เวิร์ดได้แล้ว ต่อมาคุณต้องลองนำคีย์เวิร์ดเหล่านั้นมาผสมกัน แล้วแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆประมาณ 20-40 กลุ่มใส่ในตาราง โดยแต่ละกลุ่มควรเกิดจากการผสมคำตั้งแต่ 2-4 คำ และควรตั้งชื่อกลุ่มตรงหัวตารางให้สอดคล้องกับความหมายของคำและความประสงค์ในการใช้งานด้วย เช่น คีย์เวิร์ดกลุ่มนี้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่า ก็ตั้งชื่อไปว่า Value Rating หรือเกี่ยวกับอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ ก็ตั้งว่า Conversion Rate เป็นต้น ใช้โปรแกรม Microsoft Excel หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรก็ได้ที่สามารถสร้างตารางข้อมูลได้ สร้างตารางขึ้นมาและจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดให้เป็นระเบียบ

ขั้นที่ 2: วิเคราะห์ความเป็นไปได้

-ทดลองนำคีย์เวิร์ดที่จัดกลุ่มลงตารางเรียบร้อยแล้ว มาพิมพ์ใส่ Google ทีละคำ เพื่อทดสอบดูว่ามันง่ายต่อการค้นหาแค่ไหน และที่สำคัญคืออย่าลืมสังเกต “กลุ่มคำที่ Google แนะนำให้” ด้วย โดยคำเหล่านี้จะเรียงรายอยู่ข้างๆคีย์เวิร์ดที่คุณพิมพ์เข้าไป และจะมีลักษณะคำที่ใกล้เคียงกัน อย่ามองข้ามคำเหล่านี้ไป อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะ Google ไม่ได้นำมาให้คุณดูเฉยๆ แต่คำเหล่านี้เป็นคำที่ชาวเน็ตมักใช้พิมพ์หาข้อมูลบ่อยๆ คุณจึงควรจดมันเก็บไว้ด้วย

-ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ WordStream.com เพื่อใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ประโยชน์ที่จะได้จากตรงส่วนนี้คือ คุณจะได้ไอเดียเรื่องคีย์เวิร์ดที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น สรรหาคำที่น่าสนใจได้มากขึ้น และสามารถพินิจพิจารณาได้ว่า แต่ละคำจะเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์คุณมากแค่ไหน ซึ่งเมื่อได้มาแล้ว วิธีเหมือนเช่นเคยคือ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างตารางขึ้นมาอีกหนึ่งตาราง แล้วใส่คีย์เวิร์ดทั้งหมดที่ผ่านการวิเคราะห์ของคุณแล้วเข้าไป

-ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบนไซเบอร์เพื่อเป็นอีกขั้นของการเรียบเรียงและวิเคราะห์คีย์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยหากคุณไม่มีความรู้ หรือไม่มีโปรแกรมที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลก็ไม่เป็นไร ให้ลองไปขอความช่วยเหลือจากนักเขียนโปรแกรมแทน ให้เขาช่วยคุณเรียบเรียงคำ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการค้นหา กับอีกวิธีหนึ่งคือ ไปหาโปรแกรมฟรีมาใช้เอง โดยคุณสามารถลงทะเบียนได้กับ Google Analytics จากนั้นเว็บไซต์ของคุณก็จะถูกติดตั้งระบบแกะรอยเอาไว้ ทำให้คุณสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระแสความนิยมได้

-อย่าลืมเพิ่มเติมคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่ผู้บริโภคมักจะใช้พิมพ์หาข้อมูลบ่อยๆบน Google, Bing หรือ Yahoo ด้วย จะช่วยให้เว็บไซต์คุณถูกพบเจอได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ คุณควรขอใช้การโฆษณาแบบ Pay Per Click ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการโฆษณาแบบ Pay Per Click นี้เป็นการโฆษณาโดยตัวแทนเว็บไซต์ คิดค่าใช้จ่ายโดยนับจำนวนคลิ๊ก ว่ามีคนคลิ๊กเข้ามาดูกี่ครั้ง หากไม่มีคนคลิ๊กเลยก็จะไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขั้นที่ 3: ลดความเสี่ยง

-อย่าใช้คีย์เวิร์ดที่เสี่ยงต่อการดิสเครดิตเว็บไซต์คุณ เช่นคำหยาบคาย คำที่ชักชวนให้เกิดความแตกแยกหรือเกิดการแบ่งพรรคพวก

-ใช้คีย์เวิร์ดหลายๆคำ อย่าใช้คำเดียว และไม่ควรเลือกใช้คำที่มีความหมายลุมเครือหรือเฉพาะเจาะจงมากเกินไป

ขั้นที่ 4: ทดสอบคีย์เวิร์ด

-นำคีย์เวิร์ดที่ผ่านการเรียบเรียง วิเคราะห์โดยสมบูรณ์แล้วมาจัดเรียงดูอีกครั้ง

-เลือกซื้อโฆษณาแบบ Pay Per Click ให้เลือกซื้อกับเว็บไซต์ที่น่าไว้ใจ ที่สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากที่สุดเท่านั้น อย่างเช่น Google Adwords หรือ Microsoft AdCenter เป็นต้น

-หมั่นติดตามผลจากการใช้คีย์เวิร์ดที่คุณเลือก ว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง มีผู้บริโภคคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์และให้ความสนใจกันอย่างไร โดยหากผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งที่คุณต้องทำคือสรรหาคีย์เวิร์ดใหม่ๆมาใช้ และซื้อโฆษณาแบบ Pay Per Click อีก ลองผิดลองถูกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนก่อนกว่าจะเจอคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมที่สุด

-เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณอาจจะจ้างที่ปรึกษาและนักเขียนด้าน SEO โดยตรง เพื่อมาช่วยคุณดูแลเว็บไซต์ วิเคราะห์และติดตามผลที่เกิดจากการใช้คีย์เวิร์ด การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ชื่อ URL ตลอดจนช่วยเขียนบทความคุณภาพสำหรับลงเว็บไซต์ของคุณ และอย่าลืมเด็ดขาดว่า บทความเหล่านั้นจะต้องมีคีย์เวิร์ดที่มีประโยชน์มากที่สุดสอดแทรกอยู่ด้วย

-ทำรายงานสรุปผลกระแสตอบรับจากผู้บริโภค ว่ายอดคลิกหรือยอดเข้าชมเป็นอย่างไร นำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกันเพื่อดูว่ามีอะไรควรปรับปรุงบ้าง

#การทำเว็บไซต์ #การทำSEO

เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา มีคนมาเห็นมากๆ และสร้างความสำเร็จให้กับเว็บไซต์นั้นๆ โดยคีย์เวิร์ดที่นำมาใช้อาจเป็นคำนาม (Noun) หรือคำคุณศัพท์ (Adjective) ก็ได้ ขอแค่เพียงคุณศึกษากระบวนการทำ SEO ให้เข้าใจดีเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยมาดูเคล็ดลับการเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมดังต่อไปนี้…

ขั้นที่ 1: เตรียมคีย์เวิร์ดให้พร้อม

-นำใจผู้บริโภคมาใส่ใจคุณ พยายามคิดในมุมมองของผู้บริโภค ว่าผู้บริโภคต้องการการค้นหาที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และที่สำคัญคือไม่ยุ่งยาก เวลาที่เขาใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่าง สิ่งที่คุณควรระลึกอยู่เสมอคือ ผู้บริโภคเขาจะไม่มานั่งพิมพ์ประโยคยาวๆให้เสียเวลา จะไม่มามัวเช็คไวยากรณ์ว่าถูกต้องหรือไม่ แต่จะพิมพ์แค่คีย์เวิร์ดสั้นๆ อาจจะ 2-3 คำ หรือมากกว่านั้นก็ตามความจำเป็นของแต่ละกัน คุณจึงจำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมให้กับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อความสะดวกในการค้นหาของผู้บริโภค

-เรียกทีมงานผู้ดูแลเว็บไซต์ของคุณมารวมตัวกัน จากนั้นนำคีย์เวิร์ดที่เก็บไว้ทั้งหมดมาเรียงดูตรงหน้า ปรึกษากัน ช่วยกันเลือกว่าคีย์เวิร์ดไหนที่เหมาะสมกับกิจการของคุณมากที่สุด คีย์เวิร์ดตัวไหนที่ใช้แล้วผู้บริโภคจะสามารถหาเว็บไซต์ของคุณเจอได้ง่ายและเร็วที่สุด

-เมื่อเลือกคีย์เวิร์ดได้แล้ว ต่อมาคุณต้องลองนำคีย์เวิร์ดเหล่านั้นมาผสมกัน แล้วแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆประมาณ 20-40 กลุ่มใส่ในตาราง โดยแต่ละกลุ่มควรเกิดจากการผสมคำตั้งแต่ 2-4 คำ และควรตั้งชื่อกลุ่มตรงหัวตารางให้สอดคล้องกับความหมายของคำและความประสงค์ในการใช้งานด้วย เช่น คีย์เวิร์ดกลุ่มนี้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่า ก็ตั้งชื่อไปว่า Value Rating หรือเกี่ยวกับอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ ก็ตั้งว่า Conversion Rate เป็นต้น ใช้โปรแกรม Microsoft Excel หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรก็ได้ที่สามารถสร้างตารางข้อมูลได้ สร้างตารางขึ้นมาและจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดให้เป็นระเบียบ

ขั้นที่ 2: วิเคราะห์ความเป็นไปได้

-ทดลองนำคีย์เวิร์ดที่จัดกลุ่มลงตารางเรียบร้อยแล้ว มาพิมพ์ใส่ Google ทีละคำ เพื่อทดสอบดูว่ามันง่ายต่อการค้นหาแค่ไหน และที่สำคัญคืออย่าลืมสังเกต “กลุ่มคำที่ Google แนะนำให้” ด้วย โดยคำเหล่านี้จะเรียงรายอยู่ข้างๆคีย์เวิร์ดที่คุณพิมพ์เข้าไป และจะมีลักษณะคำที่ใกล้เคียงกัน อย่ามองข้ามคำเหล่านี้ไป อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะ Google ไม่ได้นำมาให้คุณดูเฉยๆ แต่คำเหล่านี้เป็นคำที่ชาวเน็ตมักใช้พิมพ์หาข้อมูลบ่อยๆ คุณจึงควรจดมันเก็บไว้ด้วย

-ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ WordStream.com เพื่อใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ประโยชน์ที่จะได้จากตรงส่วนนี้คือ คุณจะได้ไอเดียเรื่องคีย์เวิร์ดที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น สรรหาคำที่น่าสนใจได้มากขึ้น และสามารถพินิจพิจารณาได้ว่า แต่ละคำจะเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์คุณมากแค่ไหน ซึ่งเมื่อได้มาแล้ว วิธีเหมือนเช่นเคยคือ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างตารางขึ้นมาอีกหนึ่งตาราง แล้วใส่คีย์เวิร์ดทั้งหมดที่ผ่านการวิเคราะห์ของคุณแล้วเข้าไป

-ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบนไซเบอร์เพื่อเป็นอีกขั้นของการเรียบเรียงและวิเคราะห์คีย์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยหากคุณไม่มีความรู้ หรือไม่มีโปรแกรมที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลก็ไม่เป็นไร ให้ลองไปขอความช่วยเหลือจากนักเขียนโปรแกรมแทน ให้เขาช่วยคุณเรียบเรียงคำ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการค้นหา กับอีกวิธีหนึ่งคือ ไปหาโปรแกรมฟรีมาใช้เอง โดยคุณสามารถลงทะเบียนได้กับ Google Analytics จากนั้นเว็บไซต์ของคุณก็จะถูกติดตั้งระบบแกะรอยเอาไว้ ทำให้คุณสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระแสความนิยมได้

-อย่าลืมเพิ่มเติมคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่ผู้บริโภคมักจะใช้พิมพ์หาข้อมูลบ่อยๆบน Google, Bing หรือ Yahoo ด้วย จะช่วยให้เว็บไซต์คุณถูกพบเจอได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ คุณควรขอใช้การโฆษณาแบบ Pay Per Click ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการโฆษณาแบบ Pay Per Click นี้เป็นการโฆษณาโดยตัวแทนเว็บไซต์ คิดค่าใช้จ่ายโดยนับจำนวนคลิ๊ก ว่ามีคนคลิ๊กเข้ามาดูกี่ครั้ง หากไม่มีคนคลิ๊กเลยก็จะไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขั้นที่ 3: ลดความเสี่ยง

-อย่าใช้คีย์เวิร์ดที่เสี่ยงต่อการดิสเครดิตเว็บไซต์คุณ เช่นคำหยาบคาย คำที่ชักชวนให้เกิดความแตกแยกหรือเกิดการแบ่งพรรคพวก

-ใช้คีย์เวิร์ดหลายๆคำ อย่าใช้คำเดียว และไม่ควรเลือกใช้คำที่มีความหมายลุมเครือหรือเฉพาะเจาะจงมากเกินไป

ขั้นที่ 4: ทดสอบคีย์เวิร์ด

-นำคีย์เวิร์ดที่ผ่านการเรียบเรียง วิเคราะห์โดยสมบูรณ์แล้วมาจัดเรียงดูอีกครั้ง

-เลือกซื้อโฆษณาแบบ Pay Per Click ให้เลือกซื้อกับเว็บไซต์ที่น่าไว้ใจ ที่สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากที่สุดเท่านั้น อย่างเช่น Google Adwords หรือ Microsoft AdCenter เป็นต้น

-หมั่นติดตามผลจากการใช้คีย์เวิร์ดที่คุณเลือก ว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง มีผู้บริโภคคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์และให้ความสนใจกันอย่างไร โดยหากผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งที่คุณต้องทำคือสรรหาคีย์เวิร์ดใหม่ๆมาใช้ และซื้อโฆษณาแบบ Pay Per Click อีก ลองผิดลองถูกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนก่อนกว่าจะเจอคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมที่สุด

-เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณอาจจะจ้างที่ปรึกษาและนักเขียนด้าน SEO โดยตรง เพื่อมาช่วยคุณดูแลเว็บไซต์ วิเคราะห์และติดตามผลที่เกิดจากการใช้คีย์เวิร์ด การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ชื่อ URL ตลอดจนช่วยเขียนบทความคุณภาพสำหรับลงเว็บไซต์ของคุณ และอย่าลืมเด็ดขาดว่า บทความเหล่านั้นจะต้องมีคีย์เวิร์ดที่มีประโยชน์มากที่สุดสอดแทรกอยู่ด้วย

-ทำรายงานสรุปผลกระแสตอบรับจากผู้บริโภค ว่ายอดคลิกหรือยอดเข้าชมเป็นอย่างไร นำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกันเพื่อดูว่ามีอะไรควรปรับปรุงบ้าง

#การทำเว็บไซต์ #การทำSEO