All posts tagged: งานออกแบบ

เรื่องที่อาจารย์ออกแบบไม่ได้สอน ในห้องแต่นักออกแบบต้องรู้

เรื่องที่อาจารย์ออกแบบไม่ได้สอน ในห้องแต่นักออกแบบต้องรู้
เรื่องที่อาจารย์ออกแบบไม่ได้สอน ในห้องแต่นักออกแบบต้องรู้ ทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกแบบที่ได้ร่ำเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัย หลักวิชาการ ความรู้ เทคนิคต่าง ๆ ที่คุณได้เรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อที่จะได้เป็นนักออกแบบที่ดี แต่มีอีกหลายสิ่ง ที่อาจารย์ไม่ได้สอนคุณในห้องเรียน แต่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อการเป็นนักออกแบบมืออาชีพในอนาคตค่ะ การทำงานในโลกความจริง ไม่ใช่เพียงแค่การออกแบบ สิ่งที่เรียน สิ่งที่เจอตอนฝึกงาน กับสิ่งที่เจอในการทำงานจริง แน่นอนว่าไม่เหมือนกันค่ะ แต่ละคน แต่ละที่ ก็มีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ในโลกแห่งการทำงาน นอกจากความรู้ด้านการออกแบบที่คุณมี คุณต้องเรียนรู้การทำงานด้านอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันด้วย เช่น งานโรงพิมพ์ เอเจนซี่ ช่างภาพ กองบรรณาธิการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะการออกแบบเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้งานคุณสำเร็จได้ค่ะ มันไม่เหมือนกับการทำงานส่งอาจารย์ ที่ทำเสร็จก็ได้คะแนน การทำงานจริงล้วนต้องมี connection กับพวกเขาเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณด้วย ได้ปริญญาบัตรไม่ได้แปลว่าจะได้งานทำ บริษัทส่วนใหญ่ดูที่ผลงานค่ะ พวกเกรดต่าง ๆ เป็นเพียงองค์ประกอบ เวลาไปสมัครงานด้านออกแบบ เค้าดูกันที่  portfolio เป็นหลัก ว่างานคุณเจ๋งแค่ไหน ถ้าเกรดดีมาก แต่ผลงานงั้น ๆ ก็ยากที่จะได้เข้าทำงาน นอกจากนี้ การใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ ในการทำงานจริง มันมีอะไรที่ต้องใช้มากกว่าตอนเรียนอีกเยอะ ดังนั้นคุณต้องหมั่นฝึกฝน ถ้าทั้งเกรดและ portfolio ของคุณออกมาดีงามไม่แพ้กัน จะทำให้คุณมีโอกาสได้งานเยอะเลยทีเดียวค่ะ การนำเอาสิ่งที่ร่ำเรียนมาหารายได้ ในห้องเรียนอาจไม่ได้สอน ว่าคุณจะเอาสิ่งที่คุณเรียนมา ไปเปลี่ยนเป็นรายได้ได้อย่างไร และคุณก็ยังไม่มีไอเดียว่าจะเอาความรู้ที่มี มาหารายได้แบบไหน ในยุคที่ใคร ๆ ต่างก็มีคอมพิวเตอร์  google หรือ youtube นั้นมีประโยชน์ค่ะ เป็นแหล่งค้นหาไอเดียและความรู้นอกห้องเรียนที่ดีเลยทีเดียว นอกจากนี้คุณยังมี social media ต่าง ๆ อยู่ในมือให้คุณได้แสดงผลงาน หากผลงานของคุณโดดเด่นเข้าตา ฝีมือของคุณก็จัดได้ว่าเข้าท่า แน่นอนว่าโอกาสทำเงินก็มาถึงด้วยเช่นกัน การมีความคิดสร้างสรรค์ เรื่องแบบนี้มันสอนกันไม่ได้ค่ะ อย่างมากก็แค่สอนแนวทางว่าคุณจะหาแรงบันดาลใจ หาความคิดสร้างสรรค์ได้จากไหน มันอยู่ที่ความคิดและมันสมองของคุณล้วน ๆ เลยล่ะค่ะ ดังนั้นคุณต้องเสพข้อมูลมาก ๆ เสพผลงานเยอะ ๆ ฝึกคิดเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ แล้วนำทุกสิ่งมากลั่นกรองผ่านสไตล์ของตัวคุณเอง ก็อยู่ที่ตัวเองแล้วล่ะค่ะ ว่าจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้แบบไหน การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ถึงแม้ว่าจะเกรดดี ผลงานดี แต่ EQ น้อย อีโก้สูง โลกส่วนตัวเยอะ อินดี้จัด ไม่ได้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงานค่ะ พวกนี้เก็บเอาไว้ทำตอนอยู่คนเดียวนะคะ อย่าเอาออกมาใช้ในที่ทำงาน เพราะในสังคมการทำงาน ใคร ๆ ก็อยากร่วมงานกับคนที่ดูไนซ์ ๆ เก่งด้วย คุยง่าย เข้าหาง่าย ไม่เหวี่ยงไม่วีน หากให้เลือกคนที่มีฝีมือดี มนุษยสัมพันธ์ดีด้วย กับคนที่ก็เก่งล่ะ แต่เข้าหายาก คุยลำบาก ใคร ๆ ก็เลือกคนที่ร่วมงานด้วยแล้วสบายใจค่ะ ถ้าฝีมือคุณไม่เจ๋งพอ ก็ต้องเข้าหาคนอื่นให้มากค่ะ เดี๋ยวนี้คนเก่ง ๆ มีเยอะ เขาไม่มารอง้อคุณหรอกค่ะ หาคนอื่นก็ได้มีถมไป การนำเสนอว่าตัวเองอยากทำงานแบบไหน ชอบทำอะไร ก็จงทำ portfolio เพื่อสื่อว่าคุณชอบทำอันนั้น มีความถนัดและความชอบมากเป็นพิเศษค่ะ อย่าใส่อะไรที่เราไม่ชอบทำลงไปเลยเชียว ควรเลือกสิ่งที่จะใส่ลงไปให้ดีค่ะ สิ่งที่จะบ่งบอกถึงตัวตนและความชอบของคุณ อย่าใส่มาหมดเพื่อโชว์ว่าคุณทำได้ทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำงานที่คุณไม่ชอบไปอีกนานก็ได้ สรุปก็คือ อยากเป็นคนแบบไหน อยากทำงานแบบไหน ก็จงทำพอร์ทแบบนั้นค่ะ ความพึงพอใจของลูกค้า ลูกค้าคือแหล่งรายได้ค่ะ ถึงแม้ว่างานออกแบบจะเป็นศิลปะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะทำงานยังไงออกมาก็ได้  สิ่งที่ลูกค้าอยากได้ กับสิ่งที่คุณอยากทำ บางครั้งมันก็สวนทางกันค่ะ คุณต้องคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า ไม่ใช่ของตัวคุณเอง เพราะลูกค้าจ่ายเงินเพื่อที่จะนำผลงานไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของเขา ไม่ใช่ของคุณ ดังนั้นต้องตกลงกับลูกค้าให้ดีค่ะ เพื่อให้ได้งานที่ลูกค้าพอใจด้วย และคุณก็แฮปปี้ที่จะทำด้วย ความเป็นเอกลักษณ์ของชิ้นงาน จงหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับงานของคุณค่ะ เอาแบบว่า ดูปุ๊บ รู้เลยว่าฝีมือใคร เอกลักษณ์ขอชิ้นงาน ก็เหมือนลายเซ็นดี ๆ นี่ล่ะค่ะ ที่พอใครได้เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือคุณ หากลูกค้าต้องการงานในลักษณะนี้ ก็จะคิดถึงคุณเป็นคนแรกค่ะ ความตรงต่อเวลา การส่งงานให้กับลูกค้า ไม่เหมือนการส่งงานให้กับอาจารย์ตอนเรียนนะคะ คนละเรื่องกันเลย ส่งงานอาจารย์ช้า คนที่เดือดร้อนก็มีแค่คุณคนเดียวค่ะ แต่ถ้าส่งงานช้านี่ โดนกันยกแผนกนะคะ รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อแผนกอื่น ๆ ที่ต้องรอ process งานต่อจากคุณอีก ดังนั้นคุณต้องมีความรับผิดชอบและตรงต่อเวลาค่ะ ข้อนี้สำคัญมากเลยทีเดียว นัดต้องเป็นนัด อย่าเลทอย่าช้าค่ะ   ในการทำงานยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณไม่เคยเจอตอนเรียนอีกเยอะค่ะ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความรู้ ฝีมือ ทัศนคติ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อสั่งสมประสบการณ์ด้วยตัวของคุณเอง เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สอนไม่ได้ อยากได้ต้องเรียนรู้เอาเองค่ะ
Read more

จัดองค์ประกอบงานออกแบบ ให้เป็นมืออาชีพด้วย Grid System

จัดองค์ประกอบงานออกแบบ ให้เป็นมืออาชีพ Grid System
จัดองค์ประกอบงานออกแบบ ให้เป็นมืออาชีพด้วย Grid System   ในการออกแบบแต่ละชิ้นงานนั้น สิ่งที่สำคัญคือเราจะต้องมีการวางโครงร่างของชิ้นงานนั้น ๆ เอาไว้ก่อนเสมอ โดยจะต้องมีการจัดวางพื้นที่บนหน้ากระดาษให้มีความสมมาตร สมดุล ให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ชิ้นงานนั้นออกมามีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด และแน่นอนค่ะว่า ตัวช่วยที่สำคัญในการวางองค์ประกอบต่าง ๆ ของชิ้นงาน คือ Grid System ที่ช่วยในการจัดการพื้นที่ของชิ้นงานให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม มาดูการใช้งานเจ้าตัว Grid System กันดีกว่าค่ะ ว่าทำอะไรได้บ้าง   cr. pinterest   1.ใช้ Grid System จัดข้อความ เนื้อหา เราสามารถใช้ Grid System  เข้ามาช่วยในการจัดวางเนื้อหาลงบนหน้ากระดาษดูค่ะ จะทำให้เราสามารถจัดรูปแบบของเนื้อหาดูน่าสนใจ สวยงาม มีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้เนื้อหาสวยงาม เป็นระเบียบ ดูแล้วน่าหยิบจับขึ้นมาอ่าน และยังสะท้อนถึงสไตล์การออกแบบที่มีชั้นเชิงอย่างมืออาชีพอีกด้วยค่ะ 2.ใช้ Grid System จัดระยะบรรทัดข้อความ ลองใช้ Grid System  ช่วยในการจัดการกับบรรทัดข้อความกันดูค่ะ ช่วยไม่ให้ตัวหนังสือช่วงบนและล่างนั้นติดกันจนเกินไป ดูเป็นระเบียบ อ่านง่าย ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยเฉพาะถ้าข้อความของคุณนั้นอยู่มีหลายบรรทัด ดูเยอะจนไม่น่าอ่าน ยิ่งต้องหยิบ Grid System มาใช้งานเลยล่ะค่ะ 3.ใช้ Grid System จัดองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ นอกจาก Grid System จะสามารถจัดการตัวอักษรในลักษณะต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีแล้ว เรายังสามารถใช้ Grid System จัดการส่วนประกอบอื่น ๆ ได้อีกเช่นกัน เช่น การออกแบบนิตยสาร หนังสือ แมกกาซีนต่าง ๆ ที่มีรูปภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เราจะใช้ Grid System เป็นตัวแบ่งสัดส่วนระหว่างเนื้อหากับรูปภาพ ให้ดูอ่านง่าย เป็นระเบียบ สบายตา 4.ใช้ Grid System สร้างสมดุลให้กับงาน Grid System คือเส้นตารางที่ช่วยแบ่งสัดส่วนที่มีขนาดเท่า ๆ กัน จึงทำให้เราสามารถกำหนดระยะการวางสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ หรือ รูปภาพได้อย่างลงตัวและสมดุล ทำให้งานออกแบบดูดี นอกจากงานที่ได้จะสมดุลและมีระเบียบแล้ว ยังทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถนำไฟล์ของเราไปพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ 5.ใช้ Grid System จัดลำดับความสำคัญ นอกจากจะสามารถแบ่งการวางตำแหน่งด้วย Grid System ให้เท่า ๆ กันแล้ว ยังสามารถใช้บอกได้ว่า ตำแหน่งตรงไหนมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดอีกด้วยค่ะ เช่น  เมื่อข้อมูลที่มีสำคัญเป็นอันดับแรก เราจะสังเกตจากการกำหนดช่องตารางที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ส่วนที่มีความสำคัญรองลงมา ช่องตารางก็จะลดน้อยลงไปตามลำดับค่ะ และอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญของ Grid System คือการแบ่ง layout ของหน้าเว็บไซต์ให้ดูเป็นสัดส่วนสวยงาม และเป็นระเบียบมากขึ้น   ดังนั้นเราจะใช้ Grid System  เป็นตัวกำหนดความสมดุล หรือเน้นความสำคัญในส่วนที่ต้องการของชิ้นงานนั่นเองค่ะ อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถทำงานได้สะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ทำให้องค์ประกอบของชิ้นงานที่ได้ออกมามีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
Read more

ออกแบบงานให้สวยแบบมือโปร ด้วยการเลือกใช้ font ให้เหมาะสม

ออกแบบงานให้สวยแบบมือโปร ด้วยการเลือกใช้ font ให้เหมาะสม
ออกแบบงานให้สวยแบบมือโปร ด้วยการเลือกใช้ font ให้เหมาะสม  ในการออกแบบนั้นไม่ใช่การเลือกสีหรือจัดองค์ประกอบภาพให้ดูดีเท่านั้น หัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการเลือกใช้ตัวอักษรให้ดูสวยงาม  สามารถอ่านได้ง่าย เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้งานออกแบบของคุณสวยงามและดูเป็นมืออาชีพ หากคุณต้องการที่ออกแบบงานให้ออกมาสวยสมบูรณ์แบบ มีความเป็นมืออาชีพ คุณต้องเรียนรู้เทคนิคการเลือกใช้ font ค่ะ   เลือกใช้ font อย่างไรดี? ในงานออกแบบทั่วไปนั้น เราควรเลือก font ที่อ่านได้ง่าย เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้เร็ว แต่หากเป็นการออกแบบแนวศิลป์หรือแนวอิสระ ก็สามารถเลือกใช้ font ที่มีลูกเล่น มีความชดช้อย ให้เข้ากับงานได้อย่างอิสระ การเลือกใช้ font จะดูจากวัตถุประสงค์ของชิ้นงานเป็นหลัก เช่น ในงานพิธีการควรเลือกใช้ font ที่ดูเป็นทางการ มีความชดช้อยสักหน่อย หากเป็นงานราชการก็ควรเลือกใช้ font ที่ดูเรียบร้อย ธรราดา  ในงานเลี้ยง งานรื่นเริง ก็สามารถเลือกใช้ font ที่มีลูกเล่นสนุกสนานให้เข้ากับงาน หรือหากเป็นงานที่จัดขึ้นสำหรับเด็ก ๆ อาจเลือก font ที่ดูน่ารัก เป็นต้น   จะหา fontได้จากที่ไหน? ในยุคออนไลน์แบบนี้ การดาวน์โหลด font ฟรี ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ เราสามารถค้นหา font ในเว็บไซต์ www.google.com ได้เลย  ลอง search คำว่า download font ดูค่ะ รับรองว่า font สวย ๆ ขึ้นมาให้เราเลือกเต็มไปหมด หรือหากอยากได้ fontภาษาไทยสวย ๆ ขอแนะนำเว็บไซต์ www.font.com  ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวม font ภาษาไทยมากมายเลยทีเดียวค่ะ เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับนักออกแบบกันเลยก็ว่าได้   Font ที่นิยมนำมาใช้งาน ในที่นี้จะยกตัวอย่าง font ที่มีอยู่ในโปรแกรมโดยทั่วไป และนิยมนำมาใช้ในงานออกแบบกันค่ะ   Arial : เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง font ยอดนิยมเลยก็ว่าได้ค่ะ ด้วยตัวอักษรที่ดูเรียบร้อย อ่านได้ง่าย เป็น font ฟรีที่แถมมากับโปรแกรมวินโดว์ จึงทำให้ได้รับความนิยมนั่นเองค่ะ Garamond  : คงคุ้นตากันดีกับ font ที่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Apple เคยนำมาใช้กับโลโก้และตัวอักษรหลักของบริษัท  แต่จะปรับให้บีบให้ผอมลงและดูสูงขึ้น แล้วก็เลยเปลี่ยนชื่อ font เป็น Apple Garamond ซะเลยค่ะ ในปัจจุบัน Apple ได้เปลี่ยนมาใช้ font Myriad ที่มีลักษณะเรียบง่ายแทนค่ะ Times : เป็น font ยอดนิยมอีกตัวหนึ่งที่ติดมากับวินโดว์และแมคค่ะ โดยทั่วไปนิยมใช้ในงานสิ่งพิมพ์ และงานเขียนต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นทางการ   เมื่อเลือก font ที่จะใช้ในงานได้แล้ว ทีนี้เรามาดูกันก่อนค่ะ ว่าอะไรบ้างที่ไม่ควรทำกับ font ที่เราเลือกใช้ในชิ้นงาน   อย่าใช้ Font หลายตระกูลในชิ้นงานเดียวกัน นักออกแบบหลายคนอาจอยากจะติสท์ โดยการเลือกใช้ font หลาย ๆ แบบในชิ้นงานเดียวกัน แต่ข้อควรระวังคือ การใช้ font ที่แตกต่างกันเยอะเกินไป มันจะทำให้ชิ้นงานของเราดูรกมากค่ะ แทนทีจะติสท์ กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ ดูไม่สวย เลอะเทอะไปหมด ใน 1 ประโยคควรจะมี Font ไม่เกิน 3 ตระกูล กำลังดี ไม่ดูรกตาค่ะ แต่ทางที่ดีควรใช้ font เดียวกันจนจบประโยค หรือจบเนื้อหาในแต่ละส่วนจะดีกว่า   อย่าพยายามใช้ Effect ที่มากับ font อันนี้ถือเป็นคำแนะนำเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากให้งานของเราออกมาดูเห่ย ดูเชย อย่าพยายามเอา Effect ของ Font ที่มากับโปรแกรมมาใช้เลยค่ะ แนะนำให้ลองเปลี่ยนมาเน้นเป็นตัวหนา หรือใช้โทนสีให้กับ font แทนดีกว่า เพราะ Effect ที่มีมาให้ในโปรแกรมพวกนั่น มันเป็นอะไรที่โบราณมากค่ะ ถ้าเราต้องการพาดหัวอะไรสักอย่างที่ต้องการเน้นความสำคัญ ก็ปรับขนาด font ให้ใหญ่กว่าปกติ จุดไหนที่เป็นประโยคเด็ด หรือต้องการเน้นให้อ่าน ก็อาจใช้ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ อะไรก็ว่าไปค่ะ เพราะถ้าเราใช้ font ขนาดเท่ากันหมด มันจะดูไม่น่าสนใจ จนอาจอ่านข้ามพวกประโยคสำคัญที่เราต้องการจะสื่อได้ค่ะ หากเรามีการเลือกใช้ font ได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้งานออกมาดูดี สวยงาม มีความน่าสนใจ และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นไปอีก บางทีองค์ประกอบอื่น ๆ ดีหมดแล้ว แต่มาตกม้าตายตรงการใช้ font เรียกได้ว่า เลือก font ผิด ชีวิตเปลี่ยน กันเลยทีเดียวค่ะ
Read more

ทฤษฏีสัดส่วนทองคำ Golden Ratio หัวใจหลักของการออกแบบ

ทฤษฏีสัดส่วนทองคำ Golden Ratio หัวใจหลักของการออกแบบ

ทฤษฏีสัดส่วนทองคำ Golden Ratio หัวใจหลักของการออกแบบ ในวงการออกแบบ คงไม่มีใครไม่รู้จักกับ Golden Ratio หรือที่เรียกกันว่า สัดส่วนทองคำอย่างแน่นอน รวมทั้งวงการศิลปะแขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ การวาดรูป งานสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกันสัดส่วนทองคำกันแทบทั้งนั้น เราจะมาทำความรู้จักกับ Golden Ratio ที่นักออกแบบทั่วโลกนั้นนิยมใช้เป็น Grid Line ในการสร้างสรรค์งานที่ว่ากันว่าสวยงามที่สุดในโลกกันดูค่ะ Golden Ratio (สัดส่วนทองคำ) คืออะไร สัดส่วนทองคำมีที่มาจากทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ โดยเป็นวิธีการคำนวณเพื่อหาสัดส่วนที่งดงามที่สุดในโลก เป็นสูตรคำนวณที่คิดค้นขึ้นโดย ลีโอนาโด ฟีโบนัชชี นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี โดยเขาพยายามใช้ตัวเลขมาอธิบายความงามของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ หลักการของสัดส่วนทองคำ คือส่วนของเส้นที่ถูกแบ่งตรงตำแหน่งที่ก่อให้เกิด “อัตราส่วนทอง (golden ratio)” ได้แก่อัตราส่วนของความยาวรวม a + b ต่อความยาวส่วนที่ยาว a มีค่าเท่ากับความยาวส่วนที่ยาว a ต่อความยาวของส่วนที่สั้น b และผลลัพธ์จากตัวเลขจะได้สัดส่วนที่เยี่ยมยอดที่สุดคือ 1 : 1.618เ ป็นยังไงคะ งงกันไปเลย เอาเป็นว่าสามารถบอกอย่างง่ายๆได้ว่า สัดส่วนที่เยี่ยมยอดที่สุดคือ 1 : 1.618 นั่นเองค่ะ สัดส่วนทองคำมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น รูปสามเหลี่ยมที่เป็นสัดส่วนทองคำ รูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่มีด้านเท่าสองข้างเท่ากัน และสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำที่มีอัตราส่วนด้านยาวต่อด้านสั้นเท่ากับอัตราส่วนทองคำนั่นเอง แต่ความพิเศษของสี่เหลี่ยมทองคำ ก็คือ ถ้าเราแบ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และส่วนที่สองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก็จะพบว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็ก ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ยังคงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำอยู่เช่นเดียวกันค่ะ และเมื่อแบ่งสี่เหลี่ยมผืนนั้นอีก ก็จะเกิดสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ ขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีการเดียวกันอีก และจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบค่ะ cr. picmonkey สัดส่วนทองคำเกี่ยวข้องกับงานออกแบบอย่างไรบ้าง การนำสัดส่วนทองคำไปใช้ในการออกแบบก็ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ เพียงแค่นำ Template Grid ( .EPS / .PSD )ไปวางไว้บนสุด Layer ของ Artwork ที่เราทำอยู่ แล้วจะกลับซ้าย กลับขวา หมุนไปหมุนมา ยืดเข้าออก หรืออะไรก็ตามแต่ เพื่อให้เราเห็นเส้นแบ่ง column ที่เราชอบ โดยหลักการสำคัญคือการใช้ประโยชน์ของเส้น Grid เพื่อกำหนด Space และ Alignment ของกราฟิกต่าง ๆ ให้สมดุล ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มักวางเอาไว้ในจุดเริ่มต้นของเส้นลายก้นหอยที่จะม้วนออกมาแบบไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเองค่ะ    ในการออกแบบ Logo ของแบรนด์ดังต่าง ๆ ก็ล้วนแต่ใช้ สัดส่วนทองทำ ด้วยกันทั้งนั้นค่ะ เพราะว่าสัดส่วนทองคำจะทำให้โลโก้ดูมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบ สามารถใช้งานไปได้อย่างยาวนาน สัดส่วนทองทำ (Golden Ratio) มีอยู่ทุกที่ ลองสังเกตรอบ ๆ ตัวเรากันดูค่ะ ยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของวงขดเกลียวของเมล็ดดอกทานตะวันแต่ละวงเทียบกับวงถัดไป ในร่างกายมนุษย์ เช่น ระยะจากหัวถึงพื้นหารด้วยระยะจากสะดือถึงพื้น ระยะจากไหล่ถึงปลายนิ้วมือหารด้วยระยะจากข้อศอกถึงปลายนิ้วมือ หรือระยะจากสะโพกถึงพื้นหารด้วยระยะจากหัวเข่าถึงพื้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัดส่วนทองคำรวมไปถึง ดอกไม้ สัตว์ ใบหน้ามนุษย์ งานศิลปะ หรือ สถาปัตยกรรมดัง ๆ ก็ล้วนแต่แฝงไปด้วย สัดส่วนทองทำ (Golden Ratio) ด้วยกันทั้งนั้น เราสามารถใช้สัดส่วนทองคำในการถ่ายภาพได้ด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่ในในงาน Web และ Print Ads ก็ยังมีสัดส่วนทองคำแฝงอยู่ด้วยตลอด สำหรับนักออกแบบ ทฤษฎีสัดส่วนทองคำเป็นอะไรที่ต้องศึกษากันโดยละเอียดลึกซึ้งเลยล่ะค่ะ เพราะสัดส่วนทองคำจะช่วยทำให้งานของคุณออกมาดูดี สมบูรณ์แบบ และสามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน ตราบใดที่ทฤษฎีสัดส่วนทองคำนั้นยังไม่หายไปค่ะ ไปชมตัวอย่างผลงานออกแบบ Logo

Read more
Send this to a friend