ชาวนายุคออนไลน์ ปลูกข้าวเองได้ ก็ขายเองก็ได้ไม่ง้อคนกลาง

ชาวนายุคออนไลน์ ปลูกข้าวเองได้ ก็ขายเองก็ได้

ชาวนายุคออนไลน์ ปลูกข้าวเองได้ ก็ขายเองก็ได้ไม่ง้อคนกลาง จากวิกฤติการณ์ราคาข้าวตกต่ำในช่วงนี้ ทำให้ชาวนาประสบปัญหาการขาดทุน ขายข้าวไม่ได้ราคา โดยสาเหตุที่ทำให้ข้าวราคาตกต่ำ เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการแข่งขันทางการตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการส่งออกข้าวเช่นเดียวกับประเทศไทย ปัจจัยที่เกิดจากกลไกทางการเมือง นักการเมืองร่วมกับโรงสีที่มีในท้องถิ่นนั้นกำหนดราคาซื้อขายข้าวขึ้นมาเอง วงรอบของการทำนา ที่เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวทำให้มีข้าวออกสู่ท้องตลาดเป็นปริมาณมากพร้อม ๆ กัน หรือแม้แต่ปัจจัยทางสภาพอากาศ การมีฝนตกมากในช่วงนี้ ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง ขายไม่ได้ราคาตามไปด้วย ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวอยู่นั้น ได้มีชาวนาบางกลุ่ม เริ่มรวมตัวกัน เพื่อทำการขายข้าวที่ปลูกมาได้เอง โดยที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเกิดขึ้น

ในยุคสังคมดิจิตอล ทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันอยู่ในโลกออนไลน์ ชาวนารุ่นใหม่ หรือลูกหลานชาวนายุคใหม่ จึงได้ใช้ช่องทางของโซเชียลมีเดีย มาใช้แก้ไขปัญหาราคาข้าวที่เกิดขึ้น โดยใช้ช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, LINE, Twitter         และ Instagram  ในทำการตลาดเพื่อขายข้าวสาร ที่ได้มาจากการสีข้าวและบรรจุถุงขายเอง  มีการออกแบบโลโก้ที่สวยงาม และด้วยระบบขนส่งในปัจจุบัน ที่มีให้บริการกันหลายเจ้า ทำให้การขายข้าวออนไลน์เป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งในขณะนี้กำลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีการโพสต์ การแชร์ เพจที่ชาวนาหันมาขายข้าวเองกันหลายเพจ โดยมีจุดเด่นของสินค้าคือเป็นข้าวที่สีเอง ไม่ผ่านการฟอกสี รมยาหรือสารเคมีใด ๆ ก่อนการจัดจำหน่ายเหมือนในโรงสีขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่รักสุขภาพเกิดความสนใจมากขึ้น  เมื่อเกิดกระแสการตอบรับที่ดี ทำให้มีเพจนักฎหมายบางเพจ ได้เขียนข้อกฎหมายให้ความรู้เกี่ยวกับการขายของบนโลกออนไลน์ โดยระบุว่า “ขายข้าวสารผ่านเฟซบุ๊ก ระวังโดนจับนะ” โดยอ้างว่าเป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง ซึ่งในข้อกล่าวหานี้ ทางรองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม นายธวัชชัย ไทยเขียว ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2559 โดยติดแฮชแท็กว่า “#เกษตรกรสีข้าวและขายเองไม่ผิดพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕”

ซึ่งเมื่อพิจารณาดูคำนิยามตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้ว พบว่าการขายข้าวของเกษตรกรที่สีข้าวออกมาขายเองนั้น ไม่เข้าข่ายตามกฎหมายขายตรง เนื่องจากไม่ได้เป็นตัวแทนขายตรง เพราะไม่มีการผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น จึงไม่ใช่การตลาดแบบตรง และไม่เป็นการขายตรงตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ และการขายข้าวออนไลน์โดยชาวนาเองนั้น ไม่ต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์แต่อย่างใด สามารถขายได้เลย เพราะการขายข้าวออนไลน์นั้น ไม่ใช่อาชีพตามปกติของชาวนาอยู่แล้ว  อาชีพของชาวนาก็คือการทำนา อีกทั้งการขายข้าวของชาวนา ก็เป็นเพียงการขายของเองเพื่อลดหนี้สิน และเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ เป็นเพียงการขายตามฤดูกาลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่จัดว่าเป็นการแสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์อย่างธุรกิจแต่อย่างใด แต่หากมีการรับข้าวสารจากชาวบ้านมาขายเพื่อเอากำไร อีกทอดหนึ่ง หรือนำข้าวมาขายแทนชาวนา แล้วขอแบ่งกำไรจากชาวนา แบบนี้ถึงเรียกว่า ประกอบพาณิชยกิจ ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนพาณิชย์ก่อน  ดังนั้นชาวนา จึงสามารถนำข้าวที่ปลูกเอง สีเอง มาขายออนไลน์เองได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด